- สวัสดีครับ ถือโอกาสมาเล่าประสบการณ์มาแชร์กันครับ
- ผมทำประกันชีวิตครั้งแรก เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
- คนขายประกันเป็นเพื่อนผม มาเซ้าซี่ทุกวัน
- พยายามคิดถึงมิตรภาพ และแต่ก็แอบคำนวณผลตอบแทนจากประกันชีวิต กับการนำเงินก้อนนั้นไปฝากธนาคารกินดอก (ขนาดนั้นดอกเบี้ยร้อยละ 10 -ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ-)
- ผลการคำนวณพบว่า ถ้าภายในเก้าถึงสิบปีหลังจากทำประกันแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการทำประกันแต่ใดๆ เลย ถือว่าเป็นการลงทุนที่ขาดทุน เพราะฝากเงินกินดอกได้มากกว่าประโยชน์จากประกัน
- ผมก็เอาผลการคำนวณไปให้เพื่อนมันดู คราวนี้เพื่อนมันจนด้วยเหตุผลในเชิงประโยชน์ที่ผมจะได้รับจากประกัน มาเปลี่ยนเป็นให้เห็นใจมันหน่อยเพราะมันต้องการยอด จะได้ไปเที่ยวเกาหลี
- ในที่สุดผมก็ตัดสินทำ แต่เหตุผลที่ทำไม่ได้ต้องการช่วยเพื่อนให้มันได้ไปเกาหลี ผมาย้อนคิดถึงคนข้างหลัง ต้องการหลักประกันในช่วงเก้าหรือสิบต่อจากนี้ให้แม่ผม
- ทำประกันไปได้สองปี เพื่อนมันเลิกอาชีพประกัน และได้พาน้องใหม่มาแนะนำผม
- แต่ปีที่สาม ใกล้ครบกำหนดส่งเบี้ยประกัน ไม่มีตัวแทนประกันคนไหนสนใจติดต่อมาบริการรับเบี้ยประกันจากผมเลย
- ผมโทรศัพท์ไปประสานงาน ปลายสายแจ้งให้ผมโอนค่าเบี้ยประกันทางธนาคารด้วยตนเอง
- ผมก็มานั่งคิด ก็พอเข้าใจในเหตุผลได้ว่า น้องใหม่ เขาก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากสัญญาประกันผม เขาก็คงไม่อยากให้บริการ
- ผมเลยตัดสินใจโทรไป ขอสายหัวหน้ากลุ่มประกัน แล้วก็สั่งให้เขามารับค่าเบี้ยประกันจากมือผม ทุกปี โดยได้ต่อว่าไปหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่หายหัวไปไม่บริการเนี่ยแหละ
- ทุกวันนี้หัวหน้ากลุ่มประกันคนนั้น ก็จะมารับเบี้ยประกันจากมือผมทุกปี
- หัวหน้ากลุ่มประกันคนนั้น เขาอายุมากแล้วเหมือนกัน แต่การทำอย่างนี้ของผมไม่ใช่ต้องการแกล้งคนแก่ แต่ต้องการให้เขาเข้าใจว่าภาระและผลที่เกิดจากการพยายามใช้มิตรภาพเข้ามาทำธุรกิจ มันต้องเหนื่อยและรับผิดชอบไม่มีวันสิ้นสุด
- จึงไม่แปลกที่แม้แต่โฆษณาประกันยังสะท้อนภาพให้เห็นภาพคนขายประกันมีภาพลักษณ์ ดังแมลงสาบ ที่ทุกคนรังเกียจ
- อย่างไรก็ตาม ประกันก็มีประโยชน์ แต่การตัดสินใจทำประกัน ต้องมาจากการที่เราจะได้รับประโยชน์จากมันจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะไม่อยากเสียเพื่อนไป