คำกล่าวของลินคอล์นที่เมืองเก็ตตี้เบิร์ก มีนัยสำคัญของการที่ชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรมทางภาคเหนือไม่ต้องการการประนีประนอมกับเจ้าที่ดินในภาคใต้ที่เน้นการผลิตทางเกษตรกรรมโดยใช้แรงงานทาสอีกต่อไป และต้องการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างอิสระ นั่นหมายถึงการที่ชนชั้นกลางจะเป็นชนชั้นที่นำการเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่ยุคใหม่ จะเห็นได้ว่าพัฒนาการดังกล่าวทำให้แรงงานภาคเกษตรในสหรัฐมีไม่ถึงร้อยละ 3 ในปัจจุบัน ชนชั้นกลางก็ คือ พ่อค้า ซึ่งเมื่อมีจำนวนมากก็ไม่ต้องการการผูกขาด พวกเข้าจึงเลือกการปกครองที่เป็นระบอบเสรีประชาธิปไตย แต่กรณีประเทศไทยที่มีแรงงานในภาคเกษตรสูงถึงร้อยละ 60 จะทำอย่างไร ในสังคมทุนนิยม เวลาหมายถึงดอกเบี้ย แรงงานหมายถึงค่าจ้าง การใช้เครื่องมือหรือสินค้าประเภททุนหมายถึงค่าเช่า และการประกอบการหมายถึงกำไร แต่ภาคเกษตรผลผลิตออกปีละครั้ง ปีไหนผลผลิตดีก็ราคาตก ปีไหนผลผลิตไม่ดีราคาแพงก็ไม่มีขายเสียอีก จึงจำเป็นต้องมีธนาคารของตนเอง (ธกส.) ฉะนั้นจะทำไงดีในเมื่อมันเป็นเงื่อนไขทางชนชั้น และเป็นเหตุให้ชนชั้นล่างกับชนชั้นกลางโดยเฉพาะชนชั้นกลางที่เป็นพวกคอปกขาวเผชิญหน้ากันอยู่ในปัจจุบัน KM จะช่วยได้อย่างไร ผมว่าก่อนเราควรวิพากษ์ข้อมูลที่มีของแต่ละฝ่ายก่อนที่จะเล่นไปตามกระแสของแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ตามตามทฤษฎี เราควรจะจับตามแนวคิดของชนชั้นกลาง(หากเรายึดถือว่าแนวทางเสรีประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่พึงปราถนา) ต้องเอาประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้งคือ เห็นแก่ตัว แต่เป็นการเห็นแก่ตัวแบบมองการณ์ไกลเพราะหากเราเห็นแก่ตัวแบบคิดอะไรสั้น ตักตวงแบบมักง่ายทุกสิ่งก็จะล่มสลาย ทรัพยากรพัง จริยธรรมพัง เราต้องเห็นแก่ตัวแบบมองการ์ไกล ลูกหลานของเราจะอยู่อย่างไร อย่างไรก็ดีสิ่งที่ไม่ควรทำมากที่สุด คือ การเสียสละ เพราะเมื่อเราเสียสละ เราจะเริ่มพูดว่า เราอุตส่าห์ และเริ่มจะไม่ฟังคนอื่น เราต้องเริ่มคิดว่าเราทำแทนคนอื่นเพราะช่วยให้เราได้เรียนรู้ ฯลฯ ประชาธิปไตยต้องเห็นแก่ตัวฉะนี้แล