การต้อนรับความตายด้วยใจสงบ
      มีหลายอย่างที่ครอบครัว ญาติและผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้โดย
  1.ให้ความรักและความเห็นอกเห็นใจ
  2.ช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับความตายที่จะมาถึง
  3.ช่วยให้จิตใจจดจ่อกับสิ่งดีงาม
 การปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจของผู้ป่วย
       1.ช่วยปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจ
       2.ช่วยให้ผู้ป่วยปล่อยวางสิ่งต่างๆ
การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่
อย่างมีคุณภาพโดยยึดหลัก
  1.มุ่งประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเป็นหลัก มิใช่ตัวโรค
  2.มุ่งบรรเทาความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานทางกาย-ใจ-สังคม
  3.ให้การดูแลด้วยความรัก ความเมตตา ความอาทร ครอบคลุมทุกด้านอย่างจริงใจและเน้นเฉพาะรายบุคคล
 4.เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยและครอบครัว โดยให้การดูแลช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มป่วยจนถึงวาระสุดท้าย
  5.จัดให้มีระบบการช่วยเหลือค้ำจุนครอบครัว
  6.ไม่เร่งรัดหรือเหนี่ยวรั้งความตาย
  7.ถือว่า “ความตาย” เป็นกระบวนการปกติของธรรมชาติ เป็นสัจธรรมที่ทุกชีวิตต้องสัมผัส

สิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชน
 การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบองค์รวม พยาบาล,บุคลากร ทางการแพทย์ไม่จบลงพร้อมกับการตายของผู้ป่วยเท่านั้น
จะต้องดูแลครอบครัว,บุคคลที่คลุกคลีกับผู้ตายอย่างยาวนาน อาจมีความเศร้าโศกและความเครียดอย่างมาก การช่วยเหลือ
ประคับประคองบำรุงจิตใจ เป็นสิ่งที่ต้องกระทำทันที โดยได้รับการช่วยเหลือ สนับสนุน จากทีมบริการสุขภาพชุมชน
“ รู้เขา รู้เรา” สัจธรรมความจริง สักวันหนึ่งเราจะเป็นอย่างเขาและในที่สุดก็จะต้องเดินหน้าเข้าหาความตายเช่นเดียว
กับเขา เราควรจะสำรวจความรู้สึกของเราว่าเป็นอย่างไร เราคิดว่าเราพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์เพียงใด
 “ธรรมโอสถ” การเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต เป็นเสมือนโอสถที่ไม่เพียงแต่เยียวยาจิตใจไม่ให้ทุกข์เท่านั้น
หากยังเสริมสร้างจิตใจให้มีความเข้มแข็ง สามารถเผชิญกับอุปสรรคต่างๆได้ คุณงามความดีที่เราได้ทำ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่
เราควรระลึกด้วยความภาคภูมิใจ จะกลับมาจัดสรรใจเราให้เป็นสุขและสงบในที่สุด

ปล.ประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งในช่องปาก-คอระยะสุดท้ายปฏิเสธการผ่าตัดในครั้งแรกและรักษาแบบประคับประคองจนวาระสุดท้าย