สวัสดีค่ะ ทั้งคุณลุงเอกและคุณหมอจิ้น ดีใจที่ได้คุยด้วยค่ะ  ในวันเสาร์-วันอาทิตย์ที่ภูเก็ตและกระบี่จะมีกระแสบางอย่างที่ฮอตมากในคนกลุ่มหนึ่ง คือ การนังเฝ้าคอยดูละครสงครามเรื่อง จูมง  ถ้าถึงเวลาจูมง กำลังจะฉาย ลองชวนไปทำอะไรเถอะ แฟนคลับทั้งหลายล้วนปฏิเสธ หรือถ้าเสียไม่ได้ ตอนเช้าวันจันทร์ ก็จะวิ่งโร่มาถามกันว่า เป็นอย่างไร แล้วก็มีเรื่องเล่าสู่กันฟังอย่างน่าสนุก    ถ้าลองกลับมาเปรียบเทียบกลับกับการเป็นโค้ชดู  จูมงก็กำลังแสดงบทบาทโค้ชที่บูรณาการ 2 ลักษณะเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้โค้ชเป็นผู้ที่มีคนนับถือ เพราะในที่สุด เมื่อคนพิสูจน์ได้ว่า โค้ชเก่งจริง   ทำอย่างนี้ จูมงจึงมีคนจงรักภักดี จนยอมยกย่องและช่วยให้ได้เป็นพระราชาแห่งแคว้น  สิ่งหนึ่งที่จูมงแสดงให้เห็น คือ ความอดทนต่อเป้าหมายความสำเร็จของการโค้ช  บางช่วงก็ใช้ลักษณะแบบแรก คือ สั่ง  บางช่วงก็ใช้ลักษณะแบบหลัง คือ ปล่อยให้เรียนรู้เอง หาประสบการณ์ แต่คอยเฝ้าระวังความผิดพลาดไว้ด้วย โดยให้ข้อมูลก่อนให้ฝึกเอง  หันกลับมาดูกระบวนการที่เราทำกับคนไข้ เราจะพบว่า จุดอ่อนของเราส่วนใหญ่ อยูที่ใช้การโค้ชแบบลักษณะแรกมากๆๆๆ ไม่ใช้ลักษณะที่ 2 เลย  ถ้าเราอยากให้คนไข้ดูแลตนเองได้ เราต้องเริมคิดว่า เราจะสอนอย่างไรให้เขาคิดเป็น  การทำ KM ระหว่างคนไข้เป็นเรื่องดี ถ้าเขาเชื่อกันและกัน แต่ถ้าเขาไม่เชื่อกัน เราต้องแทรกบทโค้ชร่วมไปด้วย  การโค้ช คือ ย้ำเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ในการดูแลที่ได้จากกลุ่ม และเพิ่มเติมช่วยแต่งเคล็ดลับนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ณ เวลานั้น  เวทีที่เราทำที่กระบี่  มีคนไข้บางคนมาเข้ากลุ่ม บอกกินกระท่อมแล้วเบาหวานดีขึ้น เราก็เพิ่มเติมในช่วงของการบรรยายว่า  กระท่อมดีที่ทำให้เกิดการถ่ายปัสสาวะบ่อย แต่ไม่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดเลย กินแล้วสบายเพราะได้ขับน้ำออก แต่ต้องตรองดูว่า จะแลกกับการผิดกฎหมายดีไหม แล้วเราก็จบการพูด  ไม่ต่อปากเป็นคนๆไป   คนบางคนกินหวาน เราก็ไม่โต้แย้ง เราก็ไปเอา D5W มาใส่แก้วให้ชิมเป็นน้ำเชื่อมเปล่าบ้าง ผสมเกลือบ้าง ผสมมะนาวบ้าง และน้ำเชื่อมจริงๆที่หวานกว่า D5W มาวางให้ชิมทีละแก้ว แล้วให้เขาบอกเองว่า กินหวานไหม แล้วเราก็เฉลย เขาก็รู้ตัวเองแล้วว่าเขากินหวานแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น  ทำให้เขาระวังตัวเองมากขึ้น คนที่เคยดื้อกับเรา ก็หายดื้อ เพราะเราหาเครื่องมือมาให้เขาวัดตัวเองด้วยตัวเขาเอง เป็นต้น ลองเอาไปเล่นปนสอนกับคนไข้ดูซิค่ะ สนุกดี