สวัสดีค่ะ

ระบบเกษตรแผนใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์ทุนนิยมและบริโภคนิยมที่มีรากมาจาก "กิเลสนิยม" ได้เปลี่ยนผ่านชีวิตของผู้คน... ทั้งวิธีคิดและวิถีชีวิต

ปรากฏการณ์อย่างที่อาจารย์เล่าเกิดขึ้นหลายสิบปีที่แล้วในพื้นที่เขตภาคกลางค่ะ ระบบชลประทานที่ทำให้เราทำนาได้หลายครั้ง การใช้ที่ดินในลักษณะเข้มข้นทำให้วัว/ความสูญหายไป มีแต่ "ควายเหล็ก"เข้ามาแทนที่ ...ทฤษฎีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นจริง หากแต่ได้ทำให้ระบบนิเวศน์เสื่อมสูญความสมดุลย์ เกิดการพึ่งพิงปัจจัยภายนอก ขาดอธิปไตย อีกทั้งภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่เป็นอยู่ชาวนาภาคกลางที่ทำนาได้หลายครั้งต่อปีกลับมีตัวเลขรายรับรายจ่ายที่ทำใหเป็น "หนี้" มากกว่าทุกภาค

เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ตุ้มลงพื้นที่ที่นครปฐม ตามดูควายฝูงสุดท้ายที่เหลือ... รอบ ๆ บ้านที่เลี้ยงควายฝูงสุดท้ายนี้ มีแต่บ้านจัดสรร...

พื้นที่ภาคกลางที่อุดมสมบูรณ์เพราะเป็นพื้นที่ตะกอนดินทับถมยาวนาน เป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ"ของสังคมไทย...วันนี้ที่หมู่บ้าน เหลือแต่ผู้เฒ่านั่งเลี้ยงหลานตัวน้อย คนวัยทำงานมุ่งสู่การเป็น "มนุษย์เงินเดือน" ทิ้งถิ่นฐานเรือกสวนไร่นา ...รัฐคิดแต่โครงการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ภาคเกษตรตามแนวทางที่รัฐพัฒนาไม่เคยเห็นคุณค่าชีวิตคน

คงต้อง "เข้าใจ" และ "ทำใจ" นะคะ โลกก็เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย...เราทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำ... ใช่ไหมคะ

คนรักเงินมากกว่ารักควาย เพราะคนไม่รู้ว่าควายน่ารักและฉลาดกว่าคนบางคน

ถ้าอาจารย์ไม่มีที่เลี้ยงจริง ๆ ....เอามาฝากที่กำแพงแสนได้ค่ะ จะหาคนช่วยดูแลให้เจ้าควายน้อยอยู่อย่างมีความสุขค่ะ

เป็นกำลังใจให้อาจารย์ค่ะ