สวัสดีค่ะอาจารย์วสะ
ดิฉันอ่านบันทึกอาจารย์เพลินไปเลยค่ะ และคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่นักเรียนมหาวิทยาลัยต้องรู้ คือ เรียนไปเพื่ออะไร เพราะธรรมชาติของมนุษย์ จะให้คุณค่าแก่สิ่งที่เรารู้สึกว่ามีความหมาย เมื่อตระหนักในคุณค่าแล้ว ก็จะเป็นแรงจูงใจให้หาวิธีเรียน ที่เหมาะแก่การเรียนรู้เรื่องนั้นๆได้
ดิฉันคิดว่า คนที่ "ไม่รู้ว่าจะเรียนอย่างไร ไม่รู้ว่าตัวเองเรียนแบบไหน" เช่นที่อาจารย์กล่าวไว้(อย่างน่าฟัง) ยังไม่โชคร้ายเท่าคนที่ "ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร"
เท่าที่เห็นมานะคะ ดิฉันคิดว่าดูไปแล้วชุมชน(อันประกอบด้วยชาวบ้าน) จะรวมตัวกันร่วมใจกันแก้ปัญหาได้อย่างมีพลังสามัคคี (แปลว่ามีศักยภาพในการแก้ปัญหา) มากกว่าผู้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะเขาเริ่มจากปัญหา"ร่วม"จริงๆ เขารู้ว่าปัญหาจริงๆของเขาคืออะไร และเขาจะแก้ปัญหานั้นไปเพื่ออะไร และเขาต้องทำให้ได้ ต้องไปให้รอดพร้อมๆกันด้วย เป้าหมายร่วมของเขาชัดเจนมาก (นึกถึงนิทานเรื่อง นกที่บินพร้อมๆกันจึงสามารถยกตาข่ายได้ขึ้นมาทันที)
เขาจึงเรียนอย่างรู้คุณค่า ... และตอบโจทย์เพื่อชีวิต .(..แลกด้วยชีวิตทั้งชีวิตของเขา)
แต่นักเรียนมหาวิทยาลัยนั้น เดิมอยู่สบายดีไม่มีปัญหา มามีปัญหาอีกทีก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัย : ) โจทย์จำนวนมากในมหาวิทยาลัยก็ไกลจากชีวิต และปัญหาชีวิต คือเรียนๆไปแล้วชีวิตเขาก็ยังมีปัญหาอยู่เท่าเดิม ....เป้าหมายร่วมก็ไม่มี โดยมากจะเป็นเป้าใครเป้ามัน หายากที่จะสร้างอุดมการณ์ให้เกิดเป็นเป้าร่วมกันได้โดยแท้จริง
เพื่อนๆดิฉันเคยแซวพวกเรากันเองเล่นๆว่า"เรียนแบบป๊อป" คือง่ายๆ สบายๆ ติดตลาด ตามสไตล์เพลงป๊อป แต่มาแล้วก็ไป คงคุณค่าอยู่ได้ไม่นาน
ดิฉันจึงคิดว่าบ้านเราจำเป็นต้องสร้างให้นักเรียนมหาวิทยาลัยตระหนักอย่างลึกซึ้งก่อนว่า
เรียน(อะไร)ไปเพื่ออะไร
เขาจะได้มีเป้าหมาย มีทิศทาง และมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาจะเรียนอย่างแจ่มชัดไปจนสุดทาง จากนั้น ความพยายามที่จะหาวิธีเรียนรู้ให้บรรลุผลสูงสุด คงจะมีพลังเข้มข้นขึ้นอีก
ว่าแล้วดิฉันก็เลยอภิปรายร่ายยาวไปเช่นเคยค่ะอาจารย์วสะ ขอบพระคุณสำหรับการเปิดประเด็นคมๆชวนคิดนี้ ขอให้อาจารย์มีความสุขมากๆตลอดปีใหม่นี้นะคะ