สวัสดีครับ

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า "โลกมันกลมจริง เอ๊ะ! หรือว่าโลกแบน"เจอคนบ้านเดียวกันจนได้

ปัญหาแบบนี้ แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนเริ่ม แต่เราก็มีส่วนส่งเสริม ???

การปล่อยปละละเลย การปล่อยวาง(หลายคนบอกอย่างนั้น)

หรือแม้แต่บอกว่า "เรื่องของมึง.... ไม่สำคัญหรอก" สักวัน มันจะกลายเป็น "เรื่องของกู ..แล้วมันจะสำคัญ"

ผมอาจจะมองเหมือนกันกับการใส่กางเกงยีนในมหาวิทยาลัย  ผมไม่รู้หรอกว่า เริ่มเมื่อไหร่ แต่ผมรู้ว่า อย่างไร มีนักศึกษาแค่คนเดียวที่ใส่กางเกงยีนมาเรียนในตอนแรก  คงพอจะนึกออก ปัจจุบันเกือบทั้งหมด กลายเป็นเรื่องปกติ นำมาสู่ คำกล่าวยอดฮิต "แก้ยาก"

ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงเกิดจากการที่ปล่อยปละละเลย
ให้มีการใส่กางเกงยีนมาในระยะแรก ผู้สนับสนุนคือ การเห็นดีเห็นงาม มองว่าเท่ห์ (เหมือนบุหรี่นั่นแหละ ไม่รู้ใครบอกมัน) เมื่อเริ่มนับหนึ่ง ก็นับเรื่อยมา

ปัจจุบัน(อีกที) เราก็คือผู้สนับสนุนอยู่ เพราะเราดันมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ซะงั้น สำหรับสิ่งที่ผมทำ คือ ผมไม่เคยใส่กางเกงยีนไปเรียน ผมผูกไทร์ไปเรียนตลอดจนเรียนจบ สิ่งที่ผมได้รับ สายตาที่แปลก ๆ เหมือนกันว่า ผมบ้า เป็นงั้นไป (ก็บ้าจริง ๆ แหละ อิอิ) 

เข้าสู่ประเด็นนี้ดีกว่า สิ่งที่เป็นจุดเริ่ม คือ การไม่ได้สอน การไม่ใส่ใจ การไม่ชี้แนะ เื่มื่อเด็กคิด

การสอนผิด ๆ (จริง ๆ ก็สอนถูก แต่วิธีการสอนผิด อย่างเช่น อย่าสูบบุหรี่นะนักเรียน แต่ครูสูบได้ มันถึงผิดไง เข้าข่าย ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน) 

การอะลุ่มอะล่วย ตามประสาวัฒนธรรมไทย(ไว้ผมจะเล่าในบันทึกแล้วกัน) 

เฮ้อ!!...

เอาเป็นว่า สิ่งไหนที่เราว่าไม่ดี ก็ไม่ทำ และหยัดยืน ไม่ดีก็คือไม่ดี นานแค่ไหน เปลี่ยนไปอย่างไร ก็ไม่ดี

 

ขอบคุณครับที่เข้าไปอ่านบันทึก ทำให้ผมได้เห็นว่ามีคนห่วงใยสังคมอยู่  (และขอให้อยู่ตลอดไป)