บังอิญเซิร์จคำว่าเวชกรรมฟื้นฟูแล้วเข้ามาเจอบล็อคของหมอค่ะ ความเห็นนี้อาจไม่ตรงกับเนื้อหาของวันที่ 7 นี้ แต่อยากแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเวชกรรมฟื้นฟูตามข้อมูลเก่าของหมอค่ะ
เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื่นฟู ตามประวัติแรกเริ่มเดิมทีแล้ว มีการจัดตั้งหลักสูตรขึ้นที่ วสส.พิษณุโลก เปิดติดต่อกันมา 8 รุ่น รุ่นละ 40 คน(โดยประมาณ) หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่สอนเกี่ยวกับความรู้ทางด้านกายภาพบำบัดยกเว้นเรื่องของการใช้เครื่องไฟฟ้า มุ่งเน้นให้ออกมาเป็นผู้ช่วยของนักกายภาพบำบัดมุ่งเน้นการให้บริการในคลีนิค เนื่องจากสมัยนั้นนักกายภาพบำบัดยังมีน้อยนัก หลังจากเปิดสอนอยู่ 8 รุ่นก็ระงับไป
ต่อมาเปิดหลักสูตรปรับปรุงขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฝากเรียนที่คณะเทคนิคการแพทย์ เรียนรุ่นละ 20 คนปรับปรุงหลักสูตรให้มีการเรียนการสอนเรื่องของการดูแลผู้พิการมากขึ้น เพิ่มเนื้อหาเรื่องกิจกรรมบำบัดและกายอุปกรณ์ นักศึกษาชุดนี้จะมีความสามารถในการลงเข้าไปให้บริการในชุมชนมากกว่าชุดแรก สามารถประเมินความพิการและแพลนการฟื้นฟูสภาพอย่างต่อเนื่องได้ มีความรู้ด้านกิจกรรมบำบัดมากขึ้น สามารถประยุกต์ใช้กิจกรรมและอุปกรณ์พื้นบ้านในการฟื้นฟูสภาพได้ ทำsplint ได้ ทำขาเทียมอย่างง่ายได้ ทำเบรสประคองร่างกายได้ เปิดได้ 11 รุ่น ก็ระงับไปเนื่องจากการดึงมาใช้งานไม่ตรงตามเป้าประสงค์ของการสร้าง โดยส่วนใหญ่ดึงมาเป็นผู้ช่วยของนักกายภาพซึ่งเป็นการใช้ความสามารถของเจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูชุดนี้เพียงส่วนเดียว (ทำกายภาพบำบัดตามคำสั่ง) โดยส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลศูนย์และร.พ.จังหวัด ไม่มีบทบาทในการทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสภาพผู้พิการในชุมชน ส่วนในกลุ่มที่ลงโรงพยาบาลชุมชน ก็ไม่มีแนวทางการปฏิบัติงาน ประกอบกับความเป็นเด็กไม่รู้จะเริ่มต้นทำงานยังไงไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนทำให้บางคนต้องโดนโยนไปทำงานผิดประเภท เช่น ไปอยู่กับรังสี ไปนั่งห้องบัตร ไปอยู่กับฝ่ายการพยาบาล ไปอยู่กับงานเภสัชกรรม ไปอยู่กับงานแผนไทย ฯลฯ และปฏิบัติงานในคลีนิคของตนเท่าที่มีเคสส่งปรึกษาจากแพทย์เท่านั้น แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เหลือ เริ่มต้นถูก ขอเปิดงานเวชกรรมฟื้นฟูเองขึ้น รับเคสในคลีนิคของตน ร่วมออกให้ความรู้กับเวชปฏิบัติ และบางคนที่จับแนวทางความต้องการของศูนย์สิรินธรที่ปลุกปั้นพวกเรามาได้ก็โดดจับงาน community base rhehabilitation. me.ดูแลผู้พิการที่อยู่ในชุมชน ไปตามบ้านเพื่อสอนและประเมินความพิการให้การดูแลต่อเนื่อง บางคนที่เก่งกว่านั้นก็สร้างชมรมผู้พิการให้ดูแลตนเองและกลุ่มของตนได้ มีกระทั่งการประสานต่อเพื่อฝึกอาชีพ ส่งศึกษาต่อ หางบประมาณจัดให้มีศูนย์ฟื้นฟูสภาพในชุมชนและสร้างอาสาสมัครการดูแลผู้พิการในชุมชน(ที่ตนดูแลไม่ไหว) โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำให้มีโครงการที่เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูจัดทำขึ้นเองโดยไม่ต้องรอนักกายภาพบำบัดอีกมาก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆของประเทศเท่านั้น นับรวมปัจจุบันมีเจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูเพียงแค่ 400 คนโดยประมาณ มีประมาณ40 -50 คนที่ได้ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนจริง และไม่ถึง 20 คนที่ให้บริการแก่ผู้พิการในชุมชนเต็มพื้นที่ ทำให้เป็นปัญฐหาว่า ถ้าผู้พิการที่ไม่สามารถเข้ามาโรงพยาบาลได้ก็ไม่รับการดูแลด้านการแพทย์อีกมาก
ปัจจุบันมีโครงการจัดตั้งหลักสูตรเจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูใหม่ขึ้น ขณะนี้กำลังทำวิจัยหลักสูตรอยู่ (ยังไม่เปิดเป็นทางการ)หลักสูตรนี้จะมุ่งเน้นเพื่อสร้างบุคลากรลงพื้นที่โดยตรง คาดว่าตำแหน่งจะลงที่ อบต. หรือเทศบาล เพื่อป้องกันการใช้งานเจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูผิดประเภท และการซ้ำซ้อนของบทบาทหน้าที่ระหว่างเจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูกับนักกายภาพบำบัดอีก เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูชุดนี้จะปฏิบัติงานกับผู้พิการในชุมชนจริงๆโดยไม่รับปฏิบัติงานในคลีนิค ส่วนบทบาททางคลีนิคเป็นหน้าที่ของนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และ ช่างกายอุปกรณ์ ซึ่งสามารถปฏิบัติโดยตรงได้
หากคุณหมออยากจะได้เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูปฏิบัติงานร่วมในพื้นที่ ผึ้งขอแนะนำว่าควรประสานงานกับเทศบาลและอบต.แต่ละตำบลในเขตพื้นที่เพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับเจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟูที่จะศึกษาจบในอีกประมาณ 3-4 ปีข้างหน้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ของหมอนะคะ
ถ้าต้องการรายละเอียดหลักสูตร ลองติดต่อสอบถามที่ วสส.สุพรรณบุรี ดูได้ค่ะ
รายละเอียดมากไปนิด แต่นานๆเจอหมอที่เป็นหมอด้วยใจจริงสักที ประทับใจค่ะ ขอบคุณแทนคนไทยทุกคนที่คุณหมอเสียสละตนเพื่อสาธารรสุขไทยค่ะ
สวัสดีค่ะ