สวัสดีครับ

  น้อง คนดอย
<div class="content">

....เมื่อวานกลุ่มพี่ๆน้องๆในหน่วยงานผม ตั้งวงคุยกันตามประสาน NGO ขององค์กร.....

ดีมากครับน้องคนดอย ที่จักกลุ่มคุยกัน พี่เดาเอาว่า section งานของน้องก็คล้ายๆกับพี่ละมั๊ง คือเป็นคนสองโลก  โลกจริงๆจำต้องใช้ชีวิตในเมือง เพราะเลือกไม่ได้มากนัก  แต่ภารกิจไม่น้อยต้องออกชนบท หรือพากลุ่มออกชนบท ก็ยังดีครับที่ได้ออกพบ เห็นชนบท  เพราะนั่นก็คือประเทศไทย สังคมไทย ที่ประกอบกันเป็นประเทศ 

หากชนบทอยู่ไม่ได้ เมืองหรือจะอยู่ได้??? วิกฤติต่างๆย่อมตามมา ประวัติศาสตร์ของประเทศเราก็มี บ้านอื่นเมืองอื่นก็มี 

บทบาทของน้องคนดอยสำคัญยิ่งต่อการช่วยกันกระตุกคนให้ได้หันหน้ามองชนบทมากขึ้น  แม้อยู่ในเมืองก็ตาม  การทำงานเพื่อสังคม ไม่จำเป็นต้องนุ่งยีน ห้อยย่าม ผมยาว เสื้อผ้ายับๆ ทุกตำแหน่งหน้าที่หากมีใจเห็นความแตกต่างของสังคมแล้วช่วยกันเท่าที่บทบาทจะมี ก็เป็นการหนุนเสริมกันครับ

ผมเองก็พยายามเรียนรู้อยู่กับสังคมในกรุงอยู่เหมือนกันครับ เพราะครึ่งชีวิต ทั้งเรียนทั้งทำงานอยู่ต่างจังหวัด ได้เรียนรู้สังคมที่ครบองค์ประกอบมากกว่าชีวิตในกรุงมากมาย

ชีวิตในเมืองใหญ่ได้สร้างคนพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะมีคุณลักษณะที่เด่นในแบบหนึ่งและด้อยในแบบหนึ่ง  เช่นเดียวกันคนในชนบทก็เด่นในแบบหนึ่งและด้อยในแบบหนึ่ง เรายอมรับกันและกัน เอาจุดเด่นมาให้กัน แบ่งปันกัน เรียนรู้กัน แล้วลดจุดด้อยกัน คนในเมืองก้าวหน้าในเรื่องสมัยใหม่ ความทันสมัย เทคโนโลยี แต่ห่างเหินคุณค่าที่ดีในสังคม เพราะองค์ประกอบชีวิตมันขาดหายไปนานแล้ว  คนชนบทยังมีวิถีที่ใกล้ชิดธรรมชาติ สิ่งเหนือธรรมชาติ ระบบเครือญาติ วัฒนธรรมประเพณีต่างๆที่เรียนกันในหนังสือ คนในชนบทมีให้ดูมีให้เข้าร่วม มีให้สัมผัส เพราะเป็นวิถีชีวิต ขณะที่สังคมเมืองพัฒนาไปในอีกรูปแบบหนึ่งแล้ว ตามสภาพการเติบโตของสังคมแบบเมือง  แน่นอนหลายตัวขาดหายไปแล้ว  บางสิ่งอาจจะยังแฝงอยู่บ้าง  ประเทศชาติจะอยู่อย่างไรหากเมืองกับชนบทไม่ไปด้วยกัน

เรียนรู้ในการหลีกเลี่ยงรถติดเวลาไปทำงาน หลีกเวลาต้องแย่งกันหาข้าวกินตอนกลางวัน หาเรื่องหางานที่ออกนอกสถานที่โดยเฉพาะงานตามต่างจังหวัดอยู่เป็นเนืองๆ  แสวงหาสิ่งที่ขาดไปในสังคมเมืองกรุง จริงๆก็พอหาได้นะครับ หากว่าเราเรียนรู้อยู่กับมัน

คนชนบทเรียนรู้วิธีไปเอาผักหวานป่า รู้จักสังเกตุ รู้แหล่งสมุนไพรว่าอยากเอาตะไคร้ต้นต้องไปดอยนั้น ตรงหุบนั้น คนเมืองก็เรียนรู้ว่าจากรามอินทรา จะไปสนามหลวงนั้นไปแบบไหนเร็ว ไปแบบไหนประหยัด จะหากางเกงกีฬาได้ที่ไหน จะหาซื้อหนังสือดีดีได้ที่ไหน หากเอาคนชนบทเข้ามาในเมือง เช่นพี่ อยู่บริษัทที่ซอยนวลจันทร์จะไปไหนแต่ละที ต้องดูแผนที่ ถามคนโน้นคนนี้จนเราเกรงใจเขาแทบแย่ กลัวเขารำคาญเอา  เช่นเดียวกันหากเอาพวกคนบริษัทเข้าป่าไปใช้ชีวอตดูซิสัก 2-3 วัน  บางทีอดตายแน่เลย

 แต่จิตใจก็ยังแสวงหาความเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่ครบองค์อยู่ดีละครับ

เป็นความปรารถนาที่ไม่ต่างกัน  ขณะที่สังคมเมืองหลวงจะเดินทางก็มีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ใช้เทคโนโลยีสูงมาก มาก ราคาค่าก่อสร้างเป็นแสนล้าน  แต่อีตาลุงใบบ้านดงหลวง ต้องเดินไปนา อย่างดีก็จักยาน มอเตอร์ไซด์ หรือ อีแต็ก..  แต่ทั้งหมดนี้อาจจะใช้ภาษีของประชาชนเหมือนกัน แต่การใช้จ่ายภาษีเพื่อประโยชน์ไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึงกัน  แน่นอนมีเหตุผลมากมายที่สามารถเอามาอธิบายได้ว่าทำไมต้องสร้างรถไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ และบอกว่าจะให้มาสร้างที่ดงหลวงหรือไง แล้วเอาคนกรุงเทพฯขี่จักรยาน มอเตอร์ไซด์ อีแต็กแทนหรือ คงไม่ใช่เช่นนั้น แน่..  แต่ในแง่การพัฒนาประเทศที่จะให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากไปนั้น มันอันตราย..... ความแปลกแยกในสังคมหากขัดแย้งมากเกินไป อันตราย รัฐบาลในฐานะผู้ควบคุมทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต้องรอบด้าน

หากจะใช้หลักการทางวิชาการมาพิจารณาก็อาจจะต้องวิเคราะห์ในแง่มุมนี้บ้างนะ

Social security

Social Risk Management Analysis

ขอบคุณน้องคนดอยที่เข้ามาแลกเปลี่ยน

</div>