ความเป็นมา - เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเป็นเครื่องมือในทางการพัฒนาการศึกษา โดยการนำสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม และการจัดแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ มาใช้เพื่อให้การศึกษาที่สามารถผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ตามความต้องการ เพื่อให้การเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งด้านการศึกษาสาระความรู้ทางวิชาการ ทางศาสนา และศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเป็นกระบวนการที่เน้นการวิเคราะห์วิจัยสภาพปัญหา การวางแผน และประสานการดำเนินงาน การออกแบบและการผลิตสื่อทางการศึกษา การกำหนดมาตรฐานทางการดำเนินงาน การออกแบบและการผลิตสื่อทางการศึกษา การกำหนดมาตรฐานทางการดำเนินงาน การปฏิบัติการใช้ การประเมินผลและแก้ไขปัญหา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรผู้ผลิตและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจะครอบคลุมสื่อวิทยุกระจายเสียง สื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต โทรสาร โทรศัพท์ และโทรคมนาคมอื่น ๆ รวมทั้งแหล่งการเรียนรู้ทั่วไป เช่น หอสมุด พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ที่จัดเพื่อการใช้งาน โดยมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้เต็มตามศักยภาพ ปราศจากข้อจำกัดด้านโอกาส ถิ่นที่อยู่ ฐานทางเศรษฐกิจและสังคม คุณภาพการจัดการศึกษาของไทย ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท โรงเรียนบางแห่งที่ได้รับความยินยอมและยอมรับเพื่อเป็นหลักประกันว่าการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษา เป็นการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสามารถตอบสนองความต้องการ ในการพัฒนาศักยภาพของคนให้สอดคล้องกับลักษณะของสังคมในปัจจุบันและอนาคต ประกอบกับปัจจุบัน นวัตกรรมและเทคโนโลยีได้เข้ามาบทบาทสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเรียนการสอน แต่เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปฏิบัติงานในการจัดการเกี่ยวกับงานโสตทัศนศึกษา ซึ่งการจัดการก็มีหลายรูปแบบ เพื่อช่วยเหลือการเรียนการสอนในโรงเรียนแต่ละแห่ง ซึ่งรูปแบบต่าง ๆ ก็จะเป็นผลมาจาก ฐานะทางเศรษฐกิจและทัศนคติของชุมชนแต่ละแห่งโดยอาศัยหลักการประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อการศึกษามาช่วยในการเรียนการสอนและวิธีจัดระบบในการกระบวนการดำเนินการด้านต่าง ๆ จะมีคณะผู้ร่วมงานที่มีความรู้ความชำนาญงานเฉพาะสาขา มาช่วยดำเนินงานให้เกิดผลเต็มที่ การจัดการงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของแต่ละโรงเรียน จะเลือกจัดวิธีใดขึ้นอยู่กับภูมิหลังที่เหมาะสมของแต่ละแห่ง เมื่อพัฒนาถึงขั้นแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนวิธีการให้สะดวกและดีขึ้น เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาอย่างจริงจัง (กรมสามัญศึกษา. 2540 : 8) เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษานั้น มุ่งจัดเนื้อหาวิชาให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางเทคโนโลยี โดยพยายามพัฒนาเนื้อหาวิชาในหลักสูตรให้เด็กได้ฝึกทักษะ เพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณค่า ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในสังคมด้วย ควรมีการจัดการศึกษาด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการจัดการศึกษาทั่วไป ขอบเขตของเนื้อหาดังกล่าวควรประกอบไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสถาบันต่าง ๆ ความเข้าใจ ความสามารถต่าง ๆ ที่จะเป็นพลังผลักดันให้บุคลากรเป็นผู้มีความสามารถ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2539 : 88) ในปัจจุบันมีหน่วยงานและองค์กรของรัฐจำนวนมากที่ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา แต่ในภาพรวมยังแสดงให้เห็นถึงความซ้ำซ้อนและปัญหาในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุความมุ่งหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งการจัดระบบงานสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษามีความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 เพื่อให้กิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์และสามารถเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม

แนวคิดทฤษฎี - ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร ตำรา และรายงานการวิจัย ของ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526, 2534) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สรุปเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยไว้ ดังนี้ 1. เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ประกอบด้วย 1.1 สื่อสารมวลชน 1.2 โทรคมนาคม 1.3 เทคโนโลยีสารสนเทศ 1.4 แหล่งการเรียนรู้ 1.5 สื่อโสตทัศน์ 2. การจัดการระบบเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ประกอบด้วย 2.1 การวางแผน (Planning) 2.2 การจัดหน่วยงาน (Organizing) 2.3 การจัดบุคลากร (Staffing) 2.4 การอำนวยการ (Directing) 2.5 การกำกับติดตาม (Controlling)

วัตถุประสงค์ - 1. เพื่อศึกษาสภาพการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามความคิดเห็นของหัวหน้างานโสตทัศนศึกษา ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหาร หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา และครูผู้สอน ที่มีต่อการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 3. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหาร หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา และครูผู้สอนที่มีต่อการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจำแนกตามสถานภาพและขนาดของโรงเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9

สมมุติฐานการวิจัย

    1. ผู้บริหาร หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา และครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 มีความคิดเห็นต่อการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน
      1. ผู้บริหาร หัวหน้างานโสตทัศนศึกษาและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพและขนาดของโรงเรียน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 มีความคิดเห็นต่อการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน

ระเบียบวิธีวิจัย - การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ ครู – อาจารย์ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 รวมทั้งสิ้น จำนวน 11,522 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารจำนวน 338 คน หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา 338 คน และครูผู้สอน จำนวน 10,879 คน (กรมสามัญศึกษา. 2543 : 20) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู-อาจารย์ จำนวน 1,152 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา และครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 จาก 338 โรงเรียน โดยใช้เกณฑ์กำหนดขนาดตัวอย่างร้อยละ 10 และใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling)

ตัวแปร

นิยามศัพท์ - เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หมายถึง การนำสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม การจัดแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้และสื่อโสตทัศน์ มาใช้เพื่อจัดให้มีการศึกษาที่สามารถผสมสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ตามต้องการ เพื่อให้การเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย. 2543 : 3) การจัดการ หมายถึง กิจกรรมที่ประกอบด้วยการวางแผน การจัดหน่วยงาน การจัดบุคลากร การอำนวยการ และการกำกับติดตาม ระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หมายถึง กิจกรรมที่เป็นการวางแผน การจัดหน่วยงาน การจัดบุคลากร การอำนวยการ และการกำกับติดตามการนำเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวางแผน หมายถึง กระบวนการศึกษาปัญหาความต้องการและวิเคราะห์ พิจารณาตัดสินใจ ดำเนินกิจกรรมในการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การจัดหน่วยงาน หมายถึง การกำหนดและการจัดระบบงานที่จะปฏิบัติ จัดอำนาจหน้าที่ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างงานต่าง ๆ เป็นรูปแบบที่เหมาะสม กับการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การจัดบุคคล หมายถึง การกำหนดเกี่ยวกับจำนวนบุคลากรในองค์กร เข้าสู่ระบบงานตามตำแหน่ง หน้าที่ การจัดสวัสดิการ และการพัฒนาบุคลากรได้เหมาะสมกับระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การอำนวยการ หมายถึง หลักการใช้ศิลปะการเป็นผู้นำการสื่อสาร การมีมนุษยสัมพันธ์ การจูงใจ การนำบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานด้านสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างมีความสุข การกำกับติดตาม หมายถึง การนิเทศหรือการติดตามผลในการดำเนินงานการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแทนสอบถาม จำนวน 6 ข้อ ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ตอนที่ 2 ศึกษาเกี่ยวกับสภาพการจัดระบบงานสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จำนวน 26 ข้อลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจรายการ (สำหรับหัวหน้างานโสตทัศนศึกษาเท่านั้น) ตอนที่ 3 ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 62 ข้อ การหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะแล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกรายข้อโดยใช้วิธี Item-Total Correlation ได้ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.50-0.97 และวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.99

วิธีการรวบรวมข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล - วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ดังนี้ 1. ข้อมูลแบบสอบถามตอนที่ 1 รายละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ 2. ข้อมูลแบบสอบถามตอนที่ 2 สภาพการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของหัวหน้างานโสตทัศนศึกษา วิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ 3. ข้อมูลแบบสอบถามตอนที่ 3 วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อทราบระดับความคิดเห็นที่มีต่อการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และครูผู้สอน ทั้งโดยส่วนรวม แต่ละด้านเป็นรายข้อ จำแนกตามสถานภาพและขนาดของโรงเรียน 4. วิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็น ของผู้บริหาร หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา และครูผู้สอน ที่มีต่อการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยใช้วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง (Two-way Analysis of Variance) 4.1 ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ ความคิดเห็นของผู้บริหาร หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา และครูผู้สอน โดยใช้ตามวิธีของเชฟฟ่ (Scheffe/)

สรุปผลวิจัย - 1. ครู- อาจารย์ โดยรวม และจำแนกตามสถานภาพและขนาดโรงเรียนมีสภาพการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเป็นอันดับแรกและรองลงมาดังนี้ ด้านการจัดบุคลากร ด้านการวางแผน ด้านการกำกับติดตาม ด้านการจัดหน่วยงาน และด้านการอำนวยการ 2. ครู- อาจารย์ โดยรวม หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา ครูผู้สอน และครู- อาจารย์ จำแนกตามขนาดโรงเรียน เห็นว่า มีการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้น ครู- อาจารย์ โดยรวมและหัวหน้างานโสตทัศนศึกษาเห็นว่า มีการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยรวมเป็นรายด้าน 3 ด้าน คือ ด้านการวางแผน ด้านการจัดหน่วยงาน และด้านการจัดบุคลากรอยู่ในระดับมาก และอีก 2 ด้าน คือ ด้านการอำนวยการและด้านการกำกับติดตามอยู่ในระดับปานกลาง 3. ครู- อาจารย์ ที่มีสถานภาพต่างกัน เห็นว่า มีการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยรวมและทั้ง 5 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้บริหารและหัวหน้างานโสตทัศนศึกษาเห็นว่ามีการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามากกว่าครูผู้สอน ยกเว้นด้านการจัดหน่วยงาน ครูผู้สอนและหัวหน้างานโสตทัศนศึกษา เห็นว่า มีการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามากกว่าผู้บริหาร 4. ครู-อาจารย์ในโรงเรียนขนาดต่างกันมีความคิดเห็นต่อการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านไม่แตกต่างกันและไม่มีปฎิสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพและขนาดโรงเรียน โดยรวมและรายด้าน 4 ด้าน แต่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการจัดหน่วยงาน

ข้อเสนอแนะ

  • ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปใช้ 1. ด้านการวางแผน โรงเรียนควรจะมีการวางแผนการในส่วนของการจัดทำปฏิทินงานในการดำเนินงานการจัดการเพื่อเพียงพอต่อการบริหาร 2. ด้านการจัดหน่วยงาน ควรจะมีการจัดกองทุนมาช่วยในการนำเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามาใช้ในการเรียนการสอนรวมทั้งให้ชุมชนท้องถิ่น มีส่วนร่วม สนับสนุนพัฒนา การใช้และการผลิต 3. ด้านการจัดบุคลากร โรงเรียนควรจัดการจัดกิจกรรมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เช่นการประกวดสื่ออันเนื่องมาจากการผลิตสื่อไม่ได้รับการสนับสนุน การให้ความรู้จึงทำให้การจัดกิจกรรมการผลิตสื่อไม่ค่อยได้จัดการประกวด ดังนั้นจึงควรได้รับการสนับสนุนในการจัดกิจกรรมนี้ เพื่อจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพในการดำเนินงาน 4. ด้านการอำนวยการโรงเรียนควรมีการประเมินผู้เรียนและการรายงานผล การดำเนินงานด้านการประเมินประสิทธิภาพการใช้สื่อ-นวตกรรม ควรมีการจัดอบรมเรื่องการประเมินการเรียนการสอนให้แก่ครูผู้สอน 5. ด้านการกำกับติดตาม โรงเรียนควรมีการจัดทำแฟ้มการดำเนินงานทุกปี การศึกษาเพื่อจะสะดวกต่อการประเมินงานในปีต่อ ๆ ไปและควรมีการประเมินเกี่ยวกับการดำเนินการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในระดับโรงเรียน สหวิทยาเขต และในระดับเขตการศึกษา ควรมีการส่งเสริมโดยการจัดทำเอกสารเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแจกจ่ายให้แก่โรงเรียนอย่างทั่วถึง เพื่อโรงเรียนจะได้นำไปเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโรงเรียนต่อไป ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยต่อไป 1. ควรมีการวิจัยในลักษณะนี้ในพื้นที่อื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ทำการวิจัยโดยเพิ่มตัวแปรเข้ามาคือ นักเรียนซึ่งเป็นผู้ได้รับสื่อโดยตรง 2. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการจัดระบบงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในลักษณะของผู้เรียนในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป

<<