ข้อ2.
ผลเสียของระบบสินเชื่อต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนมีบ้างหรือไม่ ถ้ามีจงยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม และโปรดเสนอแนวทางแก้ไข
ตอบ ผลเสียของสินเชื่อที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของไทยคือ ปริมาณการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจที่สร้างปัญหา อาทิเช่น ธนาคารปล่อยสินเชื่อในปริมาณที่มาก ในสภาวะที่ประเทศกำลังก่อตัวสู่สภาวะเงินเฟ้อหรือกำลังเฟ้อในระดับปานกลาง 5% พอธนาคารได้ปล่อนสินเชื่อในปริมาณที่มาก เพื่อผลประโยชน์ของธนาคาร แต่กลับสร้างปัญหาให้ระบบเศรษฐกิจ และประชาชนโดยรวม คือจากเงินเฟ้อที่ในอยู่ในระดับปานกลางกลับก่อตัวเพิ่มขึ้นในระดับรุนแรง มากกว่า 5% ขึ้นไป สร้างปัญหาในระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก อาทิเช่น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาสูงมาก เพราะค่าเงินบาทลดลง เนื่องจากมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป วิธีที่จะแก้ไขได้ก็คือ รัฐบาลควรออกพันธบัตรออกจำหน่ายเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการลดปริมานเงินในระบบเศรษฐกิจให้ลดลง , รัฐบาลควรเพิ่มอัตราเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ เพื่อลดปริมาณเงินสดสำรองส่วนเกินให้น้อยลง เป็นการลดปริมาณการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และรัฐบาลควรตรวจสอบการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์อีกทางหนึ่งด้วย
ส่วนกรณีปัญหาของสภาวะเงินฟืด คือมีปริมาณการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจน้อยเกินไป อาทิเช่น เหตุการณ์วิกฤตการณ์ ปี 40 หรือภาวะฟองสบู่แตก คือเหตุการณ์ในตอนนั้นเกิดจากการลงทุนในตลาดหุ้น และหลายๆปัจจัยร่วมกัน คือในตลาดหุ้นมีการปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับหุ้น และมีการปั่นหุ้น ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น พอราคาหุ้นสูงขึ้นมากก็ทำให้ฟองสบู่แตก คือชาวต่างชาติที่มาลงทุนหุ้นในประเทศไทยรีบขายหุ้นกันหมด เพราะว่ากลัวขาดทุนมาก และประชาชนในประเทศไทยก็พากันขายหุ้นออกหมดเหมือนกัน เลยทำให้ปริมาณเงินลงทุนภายในประเทศลดลงเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจมีการหมุนเวียนในระดับที่น้อยลงเป็นอย่างมาก ในส่วนของระบบสินเชื่อก็ลดการปล่อยสินเชื่อน้อยลง เพราะประชาชนฝากเงินน้อยลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ และสถาการณ์ในขณะนั้น ธนาคารก็มีเงินในระบบน้อยลง และเกรงว่าจะเกิดหนี้สูญ เนื่องจากค่าแรงงานก็ต่ำลง ประชาชนตกงานเป็นจำนวนมาก พอเกิดปัญหาในระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของปัญหาในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น วิธีแก้ไขปัญหาภาวะเงินฝืดคือ รัฐบาลควรซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล เพื่อให้มีปริมาณการหมุนเวียนของเงินเพิ่มมากขึ้น , รัฐบาลควรลดอัตราเงินสดสำรอง เพื่อให้ธนาคารมีเงินสดสำรองส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อสู่ระบบเพิ่มขึ้น และธนาคารควรสนับสนุนให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแก่ระบบเศรษฐกิจในจำนวนมากขึ้น เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ และ มีเงินหมุนเวียนภายในระบบเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ข้อ8.
ท่านคิดว่าการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจกับสินเชื่อบุคคลต่างกันหรือไม่ จงอภิปราย
ตอบ การพิจารณาสินเชื่อธุรกิจจะต่างจากการพิจารณาสินเชื่อบุคคล เพราะว่าการปล่อยสินเชื่อธุรกิจ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนภายในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในส่วนนี้รัฐบาลจะส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อมาก โดยเฉพาะธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว แต่จะเน้นให้ปล่อยสินเชื่อให้น้อยลงในที่ธุรกิจเน้นการเก็งกำไร ที่ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น และธุรกิจที่มีภาพลักษณ์ไม่ดีต่อสังคม
ส่วนการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจบุคคลจะเป็นการปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป เพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น มีธุรกรรมการซื้อขายเพิ่มขึ้น เป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดธุรกรรมการซื้อขายภายในระบบเศรษฐกิจขึ้น มีเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นเช่นกัน รัฐบาลไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่ เพราะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้เงินเกินตัว แต่ธนาคารกลับชอบเพราะผลประโยชน์ที่จะได้รับนั่นก็คือดอกเบี้ย โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตที่ธนาคารจะได้รับค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการรวมถึงดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเป็นจำนวนที่มาก ทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อในส่วนนี้มาก แต่สินเชื่อก็มีอัตราความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน แต่ธนาคารก็จะพิจารณาที่ละเอียด เพราะความน่าเชื่อถือจะต่างจากสินเชื่อธุรกิจ กิจการธุรกิจจะมีความน่าเชื่อถือที่มากกว่า เพราะมีการจดทะเบียนนิติบุคคล มีสถานที่ตั้งที่แน่นอน ส่วนสินเชื่อบุคคล ส่วนใหญ่หนี้สูญจะเกิดจากการขอสินเชื่อบุคคล เพราะฉะนั้นธนาคารจึงพิจารณาอย่างละเอียดก่อนการปล่อยสินเชื่อทุกครั้ง
ข้อ3.
ท่านคิดว่าธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันสนับสนุนการให้สินเชื่อต่อประชาชนหรือไม่อย่างไร
ตอบ ธนาคารพาณิชย์ให้การสนับสนุน จะเห็นได้จากการลดอัตราดอกเบี้ยให้น้อยลง ซึ่งเป็นการช่วยกระตุ้นให้ประชาชนหันมาขอสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีเงินมาใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคมากขึ้น ทำให้ในระบบเศรษฐกิจเกิดธุรกรรมการซื้อขายในปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นเป็นอย่างมาก