การตั้งคำถาม เรื่องการรับนิสิตจำนวนมากเกินไปนั้น นับว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจในสถานภาพของมหาวิทยาลัยที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้เป็นไปอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น

การกระจายโอกาสทางการศึกษา เป็นสิ่งที่ต้องทำและต้องรีบดำเนินการ ซึ่งหลายภาควิชาได้เร่งดำเนินการเปิดหลักสูตรเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองนโยบายของมหาวิทยาลัย ทำให้บางครั้งเราเองต้องแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ในเรื่องของความพร้อมและขีดจำกัดของทรัพยากรที่คณะมีอยู่ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้จะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรทุกสายงานในคณะ

ในมุมมองของผู้บริหารนั้น มักจะเป็นมุมมองที่แต่ต่างกับระดับผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ถ้ามองในเรื่องหลักสูตรที่ตนเองยังอยู่ในสภาพที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอ และพยายามเปิดหลักสูตรใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม เพื่อที่วิ่งตามกระแสให้ทันนั้น ควรคิดให้รอบคอบมากขึ้นและไม่น่าจะดำเนินการอย่างรีบร้อน

นอกจากนี้ การที่อาจารย์มีภาระงานสอนมากเกิน จะไม่เป็นการส่งเสริมการทำหน้าที่หลักของอาจารย์หรือครับ  ที่ว่า "หน้าที่หลักของอาจารย์ไม่ใช่การสอนแต่เป็นการเรียนรู้และการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด คือ การเรียนรู้จาก “ข้อมูลปฐมภูมิ” (Primary Data) ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้จากการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเอง นำมาวิเคราะห์แยกแยะและสังเคราะห์ขึ้นเป็นองค์ความรู้ใหม่ โดยดำเนินการเป็นกระบวนการที่มีระบบ คือ การสร้างองค์ความรู้หรือการวิจัยนั่นเอง" (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช; หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2795 (105) 16 พ.ค.39 พิเศษ 6)

ในปัจจุบันนี้ ม.นเรศวรจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องมีหลักสูตรให้ครบหรือคลอบคลุมทุกสาขาวิชา หรือเพียงต้องการแย่งกลุ่มลูกค้ามาจากสภาบันอื่นก่อน (ที่เปิดวิทยาเขตกระจายเกือบทั่วประเทศ) เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่องค์การ สำหรับสถาบันการศึกษานั้นมีวัฒนธรรมและเป้าหมายในการสร้างผลผลิตที่แตกต่างกับบริษัทแสวงผลกำไรอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามการเปิดหลักสูตรเพิ่มก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทำในอนาคต เมื่อมีความพร้อมอย่างน้อยก็ด้านบุคลากร (ที่มีอยู่และกำลังจะสำเร็จการศึกษา)

หลายปีมาแล้ว บุคลากรในมหาวิทยาลัยมักจะได้ยินคำว่า ความเป็นเลิศทางวิชาการ อยู่เสมอ จะดีกว่าหรือไม่ที่มหาวิทยาลัยควรเพิ่มบรรยากาศเพื่อสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการในสาขาที่มีอยู่แล้ว การสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรทุกสายงาน ที่ไม่ใช่เฉพาะสายอาจารย์เท่านั้น มีส่วนร่วมและส่งเสริมในระบบการเรียนการสอนและการทำวิจัย ซึ่งนั่นก็คงเป็นแนวทางที่หลายมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอยู่

สำหรับการตั้งเป้าหมายเพื่อเป็น Top ten มหาวิทยาลัยไทย ของม.นเรศวรในระยะเวลาที่กำหนดนั้น เป็นไปได้มาก เนื่องจากที่ผ่านมาผลงานของทั้งนิสิตและบุคคลากรในมหาวิทยาลัยได้แสดงสู่สังคมไว้แล้ว และเป็นที่ยินดีที่ปัจจุบันบุคลากรสายวิชาการสนใจที่จะทำวิจัยมากขึ้น หลังจากนั้นความภูมิใจกับตัวเลขการจัดอันดับจะมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นสิ่งรู้กันดีอยู่แก่ใจของแต่ละคน

ในขณะที่สถาบันการศึกษาอื่นก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน ทำให้การคงสถานภาพเพื่อเป็น Top ten มหาวิทยาลัยไทย หรือก้าวให้สูงขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันของบุคลากรทุกคน ผมคิดว่าคณะผู้บริหารทุกระดับควรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายหรือแผนต่างๆ ระหว่างระดับสายงาน  เนื่องจากจะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติลดลง เป็นผลให้บุคลากรในหน่วยงานเกิดความเต็มใจ มีแรงจูงใจและเกิดความรักในการทำงานเพื่อองค์การมากขึ้น ฉะนั้นโอกาสที่จะก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว