“….คนไข้จะไม่สนใจในคำอธิบายเพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องของคนไข้มารับรู้ด้วย คำขอโทษและเข้าใจผ้ป่วย หลังจากนั้นเมื่อคนไข้หายโกรธแล้วเรามาอธิบายถึงความเป็นจริงน่าจะช่วยได้….” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">เข้าใจที่คุณหมอพูดครับ เราต้องมองที่ผู้รับบริการเป็นหลัก ไม่ใช่มาเถียงกันว่าใครผิด ผมเองก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้มาก เพราะสภาพตอนชั่วโมงเร่งด่วนที่ต้องเร่งจ่ายยาทำให้เภสัชต้องพูดรวดเร็ว รวมทั้งเสียงที่กระจายจากภายนอกทำให้พวกเราต้องตะโกนแข่งกับเสียงข้างนอก (ตอนนี้ก็เจอปัญหาคนไข้หูไม่ดีอีก) บางคนอาจหลุดตะเบ็งเสียงออกไปบ้าง ความหงุดหงิดจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เราสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งโปรแกรม/ระบบคอมพิวเตอร์เองก็เป็นปัญหาหนึ่งครับ </p>ผมเองก็เห็นใจคนไข้ครับเพราะเคยพาแม่มารับบริการที่จุฬา ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 มารับคิวตั้งแต่ตี 5 กว่าจะเรียกผ่านด่านตรวจข้างหน้า นั่งรอคุณหมอมาตรวจแผล็บเดียวก็ออกมารับยาก็บ่ายโมงกว่า ตอนนั้นผมยอมรับว่าฟิวส์ขาดไปแล้ว ผมต้องมานั่งรอยาตั้งเกือบวันแล้ว หิวก็หิว ง่วงก็ง่วง ขนาดผมไม่ป่วยยังขนาดนี้แล้วแม่ผมที่ป่วยอยู่จะขนาดไหนแต่แม่ผมเป็นคนบอกให้ผมใจเย็นให้เห็นใจคนไข้คนอื่นเขาก็รอแบบเรา เภสัชจ่ายยาเองก็ทำงานหนักอยู่ ตอนนั้นผมเพิ่งอยู่มัธยมปลายยังไม่เข้าใจดีนักแต่ตอนพอมาทำงานตรงนี้ผมถึงได้เข้าใจ ตอนนั้นรับยาเสร็จก็บ่ายสามครับ แม่ไม่ยอมให้ผมไปรับยาด้วยคงกลัวผมจะไปโวยวาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ทุกวันนี้ยังยิ้มรับคนไข้ได้เพราะพี่ๆ ที่ทำงาน คอยเล่าเรื่องสนุกๆ ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ และเรียกกำลังใจได้มากทีเดียว รวมทั้งพยายามนึกถึงหน้าแม่เวลาที่ต้องมารอรับยาตอนนั้นครับและเรื่องคราวนั้นเองทำให้ผมนึกกลัวญาติคนไข้มากกว่าคนไข้อีก แหะๆ</p>