ขอขอบคุณ... คุณ suksom
- พิจารณาตามคำสอน เช่น อรรถกถาปุตตสูตร ฯลฯ เป็นอย่างนั้นครับ...
การกระทำดีหรือชั่วของคนเรา 1 อย่างให้ผลมากกว่า 1 ผล
- เปรียบเหมือนการหว่านเมล็ดพืช เช่น มะม่วง ฯลฯ .... เมื่อถึงพร้อมต่อการให้ผล จะให้ผลเป็นร้อยเป็นพันขึ้นไป
ข่าวดีคือ อรรถกถามิลินทปัญหากล่าวว่า
- กรรมชั่วเหมือนข้าวเบา (ข้าวพันธุ์เลว)... ให้ผลเร็ว ทว่า... ไม่มากเท่าความดี
- กรรมดีเหมือนข้าวหนัก (ข้าวพันธุ์ดี)... ให้ผลช้า ทว่า... ไพบูลย์ (ให้ผลมากกว่ากรรมชั่ว)
พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เรายอมแพ้...
- การให้ผลของกรรมขึ้นกับปัจจัยสำคัญ 4 ประการ (กรรม อุปธิ ปโยคะ และกาละ)
- ขออธิบายปัจจัยที่สำคัญมากปัจจัยหนึ่งก่อนคือ ปโยคะ หรือความประพฤติ
- ความประพฤติดีเป็นปัจจัยช่วยลดความเสี่ยงโรคร้าย หรือภัยพิบัติได้มากมาย
ตัวอย่างเช่น
- ถ้านายกอเกิดมามีพันธุกรรมไม่ค่อยดี มีคุณพ่อเป็นโรคหัวใจที่อายุ 52 ปี (ต่ำกว่า 55 ปีถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ) ทำให้เสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้น
- ถ้านายกอมีความประพฤติดี เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลัง ฝึกกิจกรรมสมาธิ เช่น ฝึกหายใจช้าๆ ไม่เกิน 10 ครั้ง/นาที วันละ 10 นาทีขึ้นไป ฯลฯ เพื่อป้องกันความดันเลือดสูง หรือถ้าป่วยก็ทำตามที่หมอแนะนำอย่างตั้งใจ ฯลฯ
- ความรุนแรง หรือความเสี่ยงของโรคจะลดลงไปมาก เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ยอมทำตัวดีอะไรเลย
พวกเราคงเห็นคนที่ชีวิตตั้งต้นไม่ดีเท่าไหร่ ทว่า... มุ่งมั่นแก้ไขสิ่งใหม่จนดีขึ้นได้ในที่สุด
- นี่คือ "ปโยคะ" หรือความประพฤติดี ซึ่งออกฤทธิ์สนับสนุนผลของกรรมฝ่ายดี และยับยั้งผลของกรรมฝ่ายร้าย
- ทีนี้ถ้ากรรมหนักจริงๆ ... อะไรๆ ก็กั้นไม่อยู่เหมือนกัน ถึงตรงนั้นคนที่มีความประพฤติดีก็ยังได้เปรียบ เพราะมั่นใจได้ว่า "ได้ทำดีที่สุด" แล้ว