สวัสดีค่ะพี่กรเพชร
พี่เดินเร็วเหลือเกินค่ะ แอมแปร์วิ่งตามไม่ทัน : )
บันทึกพี่กรเพชรตรงจุดปัญหาใหญ่ของครูภาษาไทยเลยค่ะ แอมแปร์สอนเด็กครุศาสตร์เอกไทยด้วย สอนเด็กนิเทศศาสตร์ด้วย ต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของเด็กกันสนุกสนานเลย
สอนเด็กนิเทศ ต้องปราดเปรียวปรู๊ดปร๊าดพูดทีเฮที ไม่ต้องเชิญ เธอก็พร้อมภูมิใจเสนอแย่งครูพูดหน้าชั้นกันหน้าสลอน สอนครูภาษาไทย ต้องเนิบนาบนุ่มนวล ระมัดปากระวังคำ ไม่เผลอพูดว่า "โอเค" บ่อยๆ อิอิ วิธีสื่อสารกับเด็กสองกลุ่มนี้ต่างกันเยอะอยู่ค่ะ
กลไกที่เรา ส่งสาร จากสมองไปสู่มือ จากมือลงบน สื่อ กระดาษ แล้วตาก็ รับสาร บนสื่อกระดาษ ส่งสารกลับเข้าสมองอีกที เป็นการสื่อสารกับตนเอง อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด (ขอโทษค่ะพี่กรเพชร แอมแปร์เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย ตามประสาครูไฮเปอร์ : ) )
ความเป็นธรรมชาติ ย่อมดีต่อจิตใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลผลิตของธรรมชาติ การเขียนด้วยมือ ลงบนกระดาษ เป็นการสื่อสารผ่านเครื่องมือที่เป็นกลไกอื่นที่มิใช่ร่างกายของเราเพียงชั้นเดียว ลายมือของมนุษย์ที่จารลงบนกระดาษ จึงเป็นผลผลิตจากกลไกธรรมชาติ (และกระดาษก็ทำมาจากต้นไม้)
ต่างกับตัวพิมพ์ที่ปรินต์จื๊ดๆๆๆลงบนกระดาษ เพราะผ่านกลไกอิเล็กทรอนิกส์ ลายพิมพ์นั่นเป็นของเครื่องจักรกล ที่ตัวคนพิมพ์ยากที่จะมีจิตนิ่ง สงบ เพราะการใช้เครื่องกลไกส่งผ่านสาร มีภาวะรบกวนความสงบของจิตใจเยอะ
การพิมพ์ไดอารีออนไลน์ ก็อาจจะทำให้ใจ"นิ่ง และสงบ" ได้น้อยกว่าการเขียนลงใน ไดอารีที่เป็นกระดาษ : )
การดูทีวี จึงอาจทำให้จินตนาการของเรา "หยาบ" และเป็นธรรมชาติน้อยกว่าการอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษ...... เพราะกลไกอิเล็กโทรนิกส์ที่ว่องไวแต่ฉาบฉวย
และเพราะกลไกการวัดผลและประเมินผลของระบบการศึกษา ที่ให้ความสำคัญกับ "ชิ้นงาน" (วัตถุ-รูปธรรม) มากกว่า "พฤติกรรมภายใน" (จิตใจ - นามธรรม) ของคน มังคะ จึงทำให้ห้องเรียนของเด็กรุ่นไทยหลัง ห่างการฝึกคัดลายมือ..... ทักษะที่จะทำให้ใจนิ่ง ละเอียด ประณีต อย่างไกลออกไปทุกที
จบแบบงงๆจนได้อีกแล้วอะค่ะพี่กรเพชร : )