สวัสดีค่ะP

บันทึกเรื่องนี้ ดุแล้วก็ให้ข้อคิดอะไรๆหลายประการ บางทีก็อดเอามาเทียบกับตัวเราไม่ได้ หรือสังคมที่แวดล้อมตัวเราไม่ได้ค่ะ

คำถาม...ท่านต้องการให้องค์กรท่านอุดมคติ ขนาดไหน

รู้สึกสังคมอุดมคติในเรื่องนี้จะดูเป็นฝรั่งหน่อยนะคะ......

 

ตัวละครใน Star Trek มีความสามารถ และมีทักษะสูงเป็นอย่างยิ่งแต่ละคนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และของผู้อื่นพัฒนาจุดแข็งและปิดจุดอ่อนของตน ทำให้เหมาะกับงานที่ตนรับผิดชอบแต่ละคนไม่ได้ต้องการจะเป็นคนอื่นเลย เพราะว่าคนแต่ละคนแตกต่างกัน สถานะทางสังคมขึ้นกับความสามารถและผลงาน (ซึ่งสะท้อนอยู่ในตำแหน่ง)ไม่มีการแบ่งแยกตามอายุ เพศ เผ่าพันธ์ ผลงานมีค่าสูงสุดและผู้ที่มีผลงานและความรับผิดชอบก้าวหน้าได้เสมอ โครงสร้างทางสังคมแบบนี้วัดที่ผลงาน ผู้ที่ทำได้เหนือความคาดหมายประเภทดาวรุ่งเช่นWesley Crusher ลูกหมอ Crusherได้รับการสนับสนุนแม้จะอายุน้อยแทนที่จะถูกต่อต้าน สะกัดดาวรุ่งด้วยข้ออ้างต่างๆนานา (ความกลัวว่าจะมีคนมาแซงหรือตนจะสูญเสียความสำคัญ)

โดยเฉพาะอย่างเรื่อง ดาวรุ่ง ที่เขียนน่ะค่ะ วัฒนธรรมคนไทย เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัดค่ะ

Star System เป็นระบบอเมริกัน ถ้าเป็นคนไทย เป็นระบบ Seniority นะคะ ไม่ว่าจะในวงการการศึกษา แพทย์ หรือวงการราชการ

แต่ถ้าเป็นภาคการเงิน  จะไม่เหมือนกันอยู่บ้าง ตรงเขาพยายามให้เป็นระบบ  Star System และมีการวัดผลงานกันอย่างเข้ม มักจะเป็นปีละ 2-3 ครั้ง

โดยส่วนตัวระบบ Seniority  เป็น สาเหตุหนึ่งที่เบื่อการทำงานในรัฐวิสาหกิจ นอกเหนือจากความช้าอุ้ยอ้าย 

 แม้เราจะอยู่ในสถานะที่o.k ไม่ต้องดิ้นรนไปมากกว่านี้แล้ว   แต่ก็ยังมีความรู้สึกอยากทำงานอะไรของตัวเองที่   ตัวเองมีสิทธิ์เต็มที่ค่ะ  อยากทำองค์กรในฝันของตัวเองค่ะ   มีทางเดียวคือ ออกมาทำกิจการของตัวเอง      และดีใจที่ได้ทำค่ะ

คำตอบจากประสบการณ์ส่วนตัว.....

องค์กรในฝันที่กลายเป็นจริงของตัวเอง   ก็มีจุดหลักๆใหญ่ๆ     คล้ายๆกับในStar Trek นี่ค่ะ แต่ไม่ดีเท่านี้หรอกค่ะ ยังมีความภาคภูมิใจในตัวเองน้อยไป   เพราะยังมีเรื่องน้อยใจ เรื่องอิจฉา ร้องไห้ งอนหายตัวไป 2 วันโดยไม่บอกกล่าว  กันอยู่บ้าง แต่ต่อมาก็น้อยลงๆค่ะ   

เราเริ่มต้นด้วยการset ระบบวัฒนธรรมในองค์กร  ขึ้นมาก่อน อย่างที่เขียนไปแล้วในบันทึกนี้ 

 และสร้างให้เป็นสังคมแห่งการปฏิบัติ  เรามีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน และมีการ roll over ตอนกลางปี

ไม่มีการพูดแล้วไม่ทำหรือ ตอนที่ปัญหาเกิดแล้ว  มาพูดว่า "ผมก็ว่าจะบอกแล้วเชียว ว่าทำอย่างนี้ มันไม่ได้....."  โดน break แรงๆแน่นอน

ข้อแตกต่าง.....1. ที่อาจจะต่างไปจากที่กล่าวในบันทึกนี้บ้าง  คือการสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์องค์กรต่อสาธารณะ และลูกค้า 

 ไม่ใช่ส่วนตัว หรือในท่ามกลางคนในองค์กรด้วยกัน

ซึ่งในกรณีของพี่ เป็นความจำเป็นต้องทำค่ะ เพราะจะช่วยอย่างมากในด้านการขายการตลาดค่ะ เราให้ความสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์มาก แต่ของจริง ก็ไปกันได้กับภาพที่สร้างขึ้นมานะคะ  ไม่ใช่โม้ไปเรื่อย

                         2.ในบันทึกนี้......งานเป็นงาน เวลาพักทุกคนเป็นเพื่อนกัน ไม่มีฟอร์มอีกแล้ว

 เห็นด้วยค่ะ แต่ยังอยากให้อยู่ในขอบเขตอันควรค่ะ เรื่องนี้ ยังชอบวัฒนธรรมไทยอยู่ค่ะ