อาจารย์คะ หลังจากที่หนูรับปริญญาแล้ว เตรียมตัวจะเรียนต่อ  หนูก็เกิดคำถามคล้าย ๆ เช่นนี้เหมือนกันว่า สิ่งที่เรียน แนวคิดมีหลากหลาย  แล้วอะไร คือ "คามจริง"  หลาย ๆ แนวคิดที่หนูรู้จัก  ก็จะมีอีกแนวคิดที่เข้ามาค้านอย่างมีเหตุผล หากจะยึดหาแต่ความจริง ก็เหมือนตั้ง อคติ อยู่ท่าเดียว ไม่ตั้งท่าอื่น

เมื่อคิดเช่นนั้น หนูก็คิดถึงหนังจีน ที่สุดยอดอาจารย์หมัดเมา สอนท่าร่ายรำวิทยายุทธ์ ให้ศิษย์เอก  เมื่อศิษย์จำท่าได้หมดแล้ว ฝึกจนคล่องแล้ว ก็บอกให้ศิษย์ลืมทุกท่าให้หมด เมื่อนั้น เจ้าจึงจะบรรลุ สุดยอดหมัดเมา

หนูก็มาแปลความว่า เมื่อศึกษารายละเอียดอย่างถ่องแท้แล้วให้ปล่อยมันไป อย่ายึดติด เพราะถ้ายึดติด จะไม่พัฒนา

แต่ .. พอดิฉันใช้ชีวิตทำงาน (เป็นนักสังคมสงเคราะห์) การจัดการกับเคส ก็จะเกิดโจทย์ปัญหามากมาย  ดิฉันจะถามหาหลักการ หลักวิชาการที่ร่ำเรียนมา เพื่อประโยชนืของเคส และเพื่อรักษาศักดิ์ศรีในสังคมการทำงาน ก็ต้องย้อนกลับไปหาวิชาการอีก

โจทย์ปัญหาแต่ละโจทย์  ก็จะใช้ความรู้ในการพิจารณาต่างกัน บางครั้งพิจารณาแบบ pure มันต้องทำแบบนี้ แต่ทำไม่ได้เพราะ การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง  แล้ว.. เราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันผ่านไปได้ โดยที่ Cl เราได้รับประโยชน์มากที่สุด

 สุดท้าย  ดิฉันก็เรียนรู้ว่า ความรู้ที่อาจารย์สอน  ก็คือ  กระบวนท่าแต่ละท่า เราเรียนมาแล้วทุกท่า  แต่จะเอาไปสู้กับจอมยุทธ์ท่านไหน เราก็ต้องประยุกต์เอาเอง  อาจารยืจึงสอนว่าไม่ให้ยึดติดในแต่ละท่า  แต่ให้ปล่อยกระบวนท่าไปตามธรรมชาติ ตามสถานการณ์ ...

ดังนั้น  ทุกวันนี้ ดิฉันจึงรู้สึกสบายขึ้น เมื่อไม่ต้องตอบคำถามตัวเองว่า อะไรคือ ความจริง ให้มองว่า อะไรคือความเหมาะสมตามสถานการณ์นั้น ๆ จะดีกว่า

จนกระทั่ง เมื่อคืน ดิฉันได้อ่านหนังสือธรรมะฉบับการ์ตูน  ก็เกิดความรู้ (กระบวนท่า) ใหม่ อีกแล้วว่า  การปรับตัวกับสถานการณ์ปัจจุบันต่างหากที่เป็นความจริงอยู่ชั่วขณะจิต ... ความจริงมันมีเยอะจังเลยค่ะอาจารย์ ...