ยังไม่ทันทราบ และไม่ต้องทราบว่าใครถูกใครผิดผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุจากรถ ได้รับความคุ้มครองทันทีในวงเงิน 15,000 บาท และไม่สนใจว่าจะมี พ.ร.บ. หรือไม่ แต่ขอให้เป็นอุบัติเหตุจากรถ (รถต้องตามนิยามของกฎหมายด้วย เช่น ที่จำได้ตอนนี้ คือล้อเป็นยาง ฯ) ใช้วงเงินนี้จนกว่าจะพิสูจน์ถูกผิดได้กับทุกคน
จากนั้นมาดูกันที่ใครถูก ใครผิด ทีหลัง (จริง ๆ บางเรื่องนานกว่าจะพิสูจน์ได้ เพราะเมื่อไม่ยอมรับผิด ก็จะต้องใช้คำตัดสินของศาล) คนถูกมีสิทธิใช้ค่ารักษาในวงเงิน 50,000 บาท ครับ คนผิด วงเงินเดิมคือ 15,000 บาท
หากรถคันไหนไม่มี พ.ร.บ. ก็เสมือนว่ามี เพราะกองทุนทดแทนจะเข้าไปรับผิดชอบให้พลางก่อน จากนั้นจะไปเรียกคืนจากเจ้าของรถ พร้อม ดอกเบี้ยหรือค่าขาดประโยชน์ (ไม่แน่ใจว่าอะไรแน่) แต่ ร้อยละ 20 ครับ (ปัญหาเลยอยู่ตรงนี้ เวลารถไม่มี พ.ร.บ.)
กรณีที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลอื่น ๆ อยู่ ไม่สามารถใช้สิทธินั้นได้ (ทั้งข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ, ประกันสังคม และบัตรทอง) หากแต่มีค่ารักษาเกินวงเงินข้างต้นของแต่ละคนเมื่อไหร่แล้ว ถึงจะไปใช้สิทธินั้นได้
ค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินข้างต้น ไม่ว่าจะย้าย รพ.กี่แห่ง ก็เอามานับรวมกัน
ตอบประเด็นข้อที่ 3 ไม่จำเป็นครับ แต่การลงบันทึกประจำวันเป็นเรื่องสำคัญว่าเหตุเกิดเมื่อไหร่ ตอนไหน อย่างไร (ใครน่าจะผิด จะถูก)
ตอบประเด็นข้อที่ 4 ไม่ยากครับ แต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป คือ บริษัทมักจะทำให้ยาก ๆ เข้า เพื่ออะไรก็ตามที่ท่านคิด... โดย พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2545 สปสช. จึงมีอำนาจเรียกเก็บแทน รพ. และทุกวันนี้มอบอำนาจให้ รพ.ดำเนินการเรียกเก็บได้เองอยู่ครับ ซึ่งญาติและคนไข้ต้องให้ความร่วมมือด้วยในการนำส่งเอกสารหลักฐาน และลงชื่อรับรองค่าใช้จ่ายไว้ให้ รพ.
ผมไม่เห็นด้วยครับที่จะแอบไปใช้สิทธิบัตรทอง เพราะ 1) เพิ่มภาระให้แก่โครงการฯ และเป็นการเอาเปรียบคนจน (ตาม)ทัศนะผม) และ 2) เหมือนจะทำให้ บริษัทที่รับทำประกันไว้ ยิ่งร่ำรวย เพราะไม่ต้องจ่ายสินไหม ทั้ง ๆ ที่ต้องจ่าย