สวัสดีค่ะคุณเม้ง

ชอบใจนักค่ะกับมุมมองของน้อง ..เพราะเป็นการบอกเล่าความเป็นจริงที่จริงแท้ในระบบได้เป็นอย่างดี

ผลตอบแทน การพิจารณา การเลื่อนขั้น ฯลฯ ล้วนเป็นการประเมินผลที่ยากกับผู้ประเมินไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้รับการประเมิน แต่ที่น้องเสนอก็น่าสนใจว่า เอาผลงานมาแข่งขันกันจะดีมั้ย ตามข้อเสนอที่น้องบอกมา..

เสนอ  1.ลองแข่งปั่นเด็กโอลิมปิกแข่งกันดีป่าครับ  2.ลองแข่งปั่นนักเขียนที่มี คุณภาพ 3.ลองปั่นให้เด็กทำหนังสือพิมแข่งกันระหว่างร.ร. 4.ลองปั่นเด็กให้เขียนเรียงความ  การ์ตูน  ภาษาต่างๆแข่งกัน 

..เอ..ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาเป็นการเอาผลงานด้านไหนมาวัดผลงานนะคะ ? 

การประเมินแบบ 360 องศาที่น้องว่ามาก็เข้าทีนะคะทั้งครู ทั้งลูกศิษย์ต่า่งประเมินกันและกัน รู้สึกว่าก็มีใช้รูปแบบนี้ในหลายๆแห่งเหมือนกันค่ะ แต่ผลการประเมินไม่ค่อยได้รับการพิจารณามากนัก..ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าทำไม

เบิร์ดเพิ่งถกกับแม่เสร็จเข้ามาก็เจอบันทึกนี้เลยล่ะค่ะ เลยเอาสิ่งที่ถกมาต่อในนี้เลยนะคะ.. แม่บอกว่าในสมัยก่อนครูไม่ต้องวุ่นวายกับงานเอกสาร เพราะเด็กคือผลงานของครู  เด็กดีก็คือครูสอนดี สะท้อนให้เห็นๆกันไปเลยในแต่ละคน.. แต่ปัจจุบันครูต้องทำงานเอกสารเพื่อประเมินผลงาน สอนก็ต้องสอน เอกสารก็ต้องทำ ( ซึ่งไม่แน่ใจว่าเอกสารจะบอกอะไรได้บ้าง ? ) ปิดเทอมก็ต้องไปอบรม สัมมนาไม่ได้หยุด ( เบิร์ดเพิ่งทราบว่าครูประถม ฯ - มัธยม ฯ ไม่มีพักร้อน ? )..เด็กก็สอนยากขึ้น ผู้ปกครองก็วุ่นวายไม่ได้ให้สิทธิครูด้วยความเคารพในวิชาชีพเหมือนแต่ก่อน

ครูก็เปลี่ยนไป จากเดิมในสมัยแม่เด็กเรียนเก่งจะเป็นอยู่ 3 อย่างคือ หมอ ครู นักบัญชี ..อยากเป็นครูต้องสอบมีทั้งสอบชิงทุนครู  และสมัครสอบ รร.ฝึกหัดครู ( ซึ่งชื่อก็บอกอย่างชัดเจนว่าออกไปเป็นครู เพราะฉะนั้นต้องมีความตั้งใจที่จะเป็นในระดับหนึ่งล่ะค่ะ )..ซึ่งแต่ละห้องเรียนก็มีไม่เกิน 30 - 40 คน..จะเห็นว่า่ในอดีตกระบวนการของการผลิตครูที่เริ่มมาตั้งแต่การคัดสรรก็ได้สิ่งที่ดีมาีตั้งแต่ต้นทำให้ผลลัพธ์ออกมาดี แต่ปัจจุบันกระบวนการนี้เปลี่ยนไป..ทำให้ผลผลิตออกมาคุณภาพไม่เทียบเท่าเมื่อก่อน

แต่เบิร์ดก็เชื่อว่าผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตครูนั้นท่านทำอย่างเต็มความสามารถเท่าที่จะทำได้ เพียงแต่วัตถุดิบ / วิธีการผลิตในบางแห่งไม่เื้อื้อมากนัก

ดังนั้นการสร้างค่านิยมเกี่ยวกับอาชีพครูขึ้นมาใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ อย่างที่เคยพูดไว้เนิ่นนาน เรามีวันครู เรามีบทไหว้ครู เรามีบทสวดมนต์สรรเสริญคุณของครู ( ในหนังสือสวดมนต์ของเด็กนร.ค่ะ )..เรามีการเคารพนบไหว้ครู เพราะฉะนั้นครูจึงเป็นปูชนียบุคคลที่สำคัญในสังคมไทยอีกอาชีพหนึ่งเลยล่ะค่ะึ

เบิร์ดขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของล้นเกล้ามานะคะ

ครูนั้นจะต้องให้ความรู้แก่เด็กๆด้วยความเมตตา  ด้วยความหวังดี คือด้วยความเมตตาต่อผู้เป็นลูกศิษย์ และด้วยความหวังดีต่อส่วนรวม เพราะถ้าส่วนรวมประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ดีส่วนรวมก็ไปรอด

ครูจะต้องตั้งตัว ในความดีอยู่ตลอดเวลาแม้จะเหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่ก็จะต้องอดทน เพื่อพิสูจน์ว่าครูนี้เป็นที่เคารพสักการะได้  แต่ถ้าครูไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม  ถ้าครูไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เด็กจะเคารพได้อย่างไร

และในปัจจุบันก็้มีการปรับระบบค่า่ตอบแทน..เมื่อสร้างทุกระบบให้เอื้อแล้ว คราวนี้ก็ู่อยูุ่่ที่คนเป็นครูล่ะค่ะ ว่าจะดำรงตนให้สมกับศักดิ์เพียงใด

ขอบคุณสำหรับบันทึกที่ทำให้หยุดกึกบันทึกนี้นะคะ