• ผมไม่คิดว่าสถาบันการศึกษาคิดไม่ทันชุมชนครับ แต่ความที่สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ ซึ่งหมายถึง ไม่ทำก็มีกิน ไม่อดตาย จะดิ้นรนทำให้เหนื่อย หรือจะอยู่เฉยๆ ก็ไม่แตกต่าง หน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่จึงมักจะทำงานเชิงรับครับ เพราะง่ายกว่ากันเยอะ
  • มหาวิทยาลัย มีโครงสร้างใหญ่โตครับ การเคลื่อนไหวแต่ละอย่างค่อนข้างอุ้ยอ้ายจากตัวระบบราชการ ทำอะไรไม่สะดวกหรอกครับ ครั้นจะพึ่งบุคลากรภายใน ให้ก้าวนำพันธกิจขององค์กร ก็กลายเป็นว่า มีบุคลากรน้อยมากที่สนใจในเรื่องนี้....เพราะฉะนั้น อย่าคาดหวังการมีส่วนร่วมแบบเชิงรุกจากหน่วยงานวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเลยครับ....เสียเวลาปล่าว.....แถมเสียอารมณ์อีกด้วย
  • ชุมชนที่มีคนพร้อม มีใจพร้อม กลับมีศักยภาพมากกว่าองค์กรใดๆครับ เพราะไม่มีใครจะลุกขี้นมาปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน ได้ดีเท่าคนในชุมชนเองครับ การทำให้คนในชุมชน ตระหนักถึงความเจริญก้าวหน้าด้านการท่องเที่ยว และผลเชิงลบที่อาจตามมาจากการท่องเที่ยวและหาทางป้องกันไว้ เป็นสิ่งที่คนในชุมชนทำได้เอง และทำได้ดีที่สุดด้วยครับ
  • การสร้างเครือข่ายร่วมกันระหว่างชุมชน เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอีกวิธีหนึ่ง และยังเป็นพี่เลี้ยง คอยสนับสนุนและเป็นต้นแบบให้อีกหลายชุมชนลุกขึ้นมา ทำสิ่งที่เหมาะสมเพื่อแผ่นดินที่ปู่ยาตายายช่วยกันดูแลมาครับ
  • ความเจริญมักเข้ามาพร้อมกับธุรกิจ ที่ใช้เงินนำทาง และซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า....ซึ่งค่อนข้างน่ากลัวครับ การท่องเที่ยวหลายแห่งกำลังประสบปัญหาความพร้อมในการให้บริการ และความมักง่ายของคนที่มาใช้บริการ ตลอดจนความไม่ใส่ใจดูแลสภาพแวดล้อมอย่างจริงจัง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กำลังเป็นจุดเริ่มที่หลายคนให้ความสนใจ แต่จะอยู่อย่างยั่งยืนได้นานเพียงใด ขึ้นกับจิตสำนึกของความร่วมแรงร่วมใจในชุมชน ในการรักษาจุดขายของชุมชนไว้ให้ได้
  • มหาวิทยาลัยเป็นได้ก็เพียงหน่วยงานสนับสนุนครับ ซึ่งจะสนับสนุนก็เมื่อมีคนในมหาวิทยาลัยนั้นสนใจในเรื่องเหล่านี้ หรือไม่ก็เป็นนโยบายมาจากเบื้องบน.....ดังนั้น....ป่วยการรอและป่วยการเรียกร้องครับ