สวัสดีค่ะน้องเม้ง

พี่แอมป์แวะเข้ามาคุยกับเม้งต่ออีกหน่อยค่ะ แล้วก็จะกลับไปตรวจข้อสอบและตัดเกรด ....อ่านลายมือสมรภูมิของเด็กๆแล้วสนุกชะมัด    คาดว่าจะวิงเวียนตาลายไปอีกสักสองสามวัน  : )
 
จากความเห็นที่แล้ว  พี่แอมป์คิดว่าถ้าคุณครูพยายามช่วยอธิบายเด็กมัธยมต้นสักนิด   ว่าทำไมต้องเรียน  เลขเศษส่วน  ทศนิยม  สมการ  ตรีโกณ ฯลฯ     และเรื่องเหล่านี้   “สัมพันธ์ และสำคัญ”   ต่อชีวิตเขาอย่างไร  (เรียนอะไร  เรียนทำไม  เรียนแล้ว เชื่อมและช่วย ชีวิตเขาได้อย่างไร)

โดยออกแบบการสื่อสารให้ดี  โน้มน้าวใจให้เด็กเห็นคุณค่า วางแผนคำพูดและวิธีการพูดอย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้ง  เพราะสิ่งที่ครูพูดคือ การวางทิศทางอนาคตคณิตศาสตร์ของชาติไทย   และส่งไม้ต่อมือคำอธิบายเหล่านี้ให้ต่อเนื่องไปทุกระดับชั้น  ประหนึ่งส่งต่ออุดมการณ์  

ก็น่าจะช่วยให้เด็กๆจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาหาวิชาคณิตศาสตร์อย่างเต็มอกเต็มใจ  และรู้เป้าหมายชีวิตที่จะเป็นคุณแก่ชาติมากขึ้น 

ให้โอกาสเขาได้รู้  ได้ตระหนักสักนิด  เด็กเขาก็น่าจะรู้คิดในวันหนึ่งข้างหน้านะคะ 
 
ส่วนเด็กมัธยมปลายนั้น  เขาได้เลือกเส้นทางชีวิต (ที่มีให้เลือกจำกัด)ของเขาแล้ว  เขาอาจไม่มีคำถามมากนัก 
 
เรื่องการเรียนการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก  โดยเฉพาะเด็กเล็ก   พ่อคุยกับพี่แอมป์บ่อยๆค่ะ และพี่แอมป์ก็ได้แต่ตั้งใจฟัง  (คือตอนเล่าพี่พ่อก็คงจะทำใจแล้วว่าถึงฟังก็ไม่รู้เรื่องแหงๆ  แต่ก็ยังดีกว่าไม่รู้จะคุยกับใคร)

เหตุที่นำมาเล่าต่อ    เพราะประเด็นที่พ่อพูดถึงดูจะใกล้เคียงกับชื่อบันทึกของเม้ง  หากเรื่องที่เล่านี้มีข้อผิดพลาดประการใด ในฐานะเลขาจดบันทึก    พี่แอมป์ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ 

ต่อไปนี้เป็นมุมมองของพ่อ  เรื่องการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กค่ะ

 

  • ในการเรียนคณิตศาสตร์  ทฤษฎีเซ็ต  เป็น concept  สำคัญมาก   (ขอใช้คำนี้นะคะจะได้ไม่ต้องแปล)
  • ต้องทำให้คนรู้และเข้าใจความแตกต่างของ  คาร์ดินัล  นัมเบอร์ และ  ออร์ดินัล นัมเบอร์ ก่อน  ให้จับ concept พื้นฐานนี้ให้แม่น  
    แต่เวลาสอนจริงเราไม่ค่อยย้ำเรื่องนี้    แต่ผ่านไปเรื่องยากๆเลย
  • ลำดับการเรียนที่น่าจะเหมาะกับเด็กไทย คือ 
    1.  พูดจำนวนให้ได้
    2. เขียนจำนวนให้ได้
    3. คิดจำนวน (คิดคำนวณให้ได้)
    เรื่องสุดท้ายคือเรื่องคำนวณ  เป็นเรื่องที่พลิกแพลงได้  เปลี่ยนแปลงได้  จะคิดอย่างไรก็ได้   แต่สองเรื่องแรกต้องให้  concept  แม่นยำก่อน
  • เรากำลังพูดถึงเลขในชีวิตประจำวัน  เรานับหนึ่งถึงสิบ เท่านั้น  ไม่นับเกินนั้น
  • เราเอาสิบสองไปบวกกับอะไรไม่ได้  เพราะ สิบสองไม่มี  มีแต่สิบกับอีกจุดจุดจุด....  เท่าไหร่ก็ว่าไป  เป็นกฏเกณฑ์คณิตศาสตร์พื้นฐาน (อันนี้พี่แอมป์สงสัยแต่ยังนึกแย้งพ่อไม่ทัน  เลยให้พ่อพูดไปก่อน)
  • ตัวอย่างของการ “พูด”  จำนวนให้ได้    “เห็น”  จำนวนนั้น อยู่ในหัวเป็นอัตโนมัติ  เช่น 
    เมื่อเด็กเห็น 1  ให้รู้ว่า   1    คือ   1   
    เมื่อเด็กเห็น 2   ให้รู้ว่า  2    คือ   2
    เมื่อเด็กเห็น 3  ให้รู้ว่า   3    คือ   3 
    ถ้าเด็กไม่มี concept  ของ 3  ไม่รู้จัก 3 ก็จบ 
  • เราต้องให้เด็กสร้าง concept นี้ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
    3  คือจำนวนสาม     3  ไม่ใช่  ลำดับที่ 3 
  • ข้อพึงสังวรณ์ก็คือ  หากสอนให้เด็กเริ่มด้วยการนับนิ้ว เพื่อสร้าง concept ของ  3     ก็ผิดกระบวนการสร้าง concept    และนี่คือเรื่องยากที่จะเปลี่ยน
  • จากนั้น  เด็กที่ฐานจำนวน  ไม่แม่น  ก็จะสับสนเดินต่อไม่ถูก 
  • ที่ผ่านมา   เราไม่เริ่มพูดเรื่อง  “พูดจำนวน”  และไม่พูดให้หมด
  • เมื่อเราเอา “จำนวนลำดับ”  มาเรียน คือลำดับที่ 1  ลำดับที่ 2   ลำดับที่ 3  ก็เกิดความสับสน
  • สมัยเด็กๆ เล่นที่ทอยกองได้ (ตัวอย่างคลาสสิกชะมัดเลยพ่อ)   เรานับได้ว่าหินมีกี่ลูก  คือเกิด concept จำนวนตามธรรมชาติ 
  • แต่พอมาเรียนเลข    ก็กลายเป็นนับแบบเดิมไม่ได้   ไม่รู้เรื่อง 
  • เดิม   น้ำสามขวด กับน้ำครึ่งขวด เป็นน้ำสามขวดครึ่ง  เด็กพูดได้เลย  ไม่ต้องบวกไม่ต้องคำนวณซับซ้อน (เห็น concept อัตโนมัติมังคะ)
    แต่เมื่อพูด สามเศษหนึ่งส่วนสอง  เด็กไม่เข้าใจ
  • การเริ่มต้นสอนความรู้เกี่ยวกับตัวเลขที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น   จึงน่าจะผิดวิธี
  • หากอธิบายโดยธรรมชาติของสิ่งนั้น จะเข้าใจหมด แต่หากอธิบายให้ยากซับซ้อน โดยกระบวนการยุ่งยาก คนก็จะไม่เข้าใจ (อันนี้พี่แอมป์อยากให้พ่อขยายความอีกหน่อย)

พี่แอมป์แทรกนิดนึงนะจ๊ะ  ตอนแรกพี่แอมป์สงสัยว่า   จำนวน  จำนวนนับ  และจำนวนลำดับ   ต่างกันยังไง  พอดีไปเจอลิงก์นี้     และชอบใจวิธีอธิบาย  ที่เขาบอกว่าอะไรเป็นอะไร  และอะไร  ไม่ใช่อะไร    (ไม่ได้แปลว่าพี่แอมป์เข้าใจ   แต่ชอบวิธีอธิบาย  เลยขอนำลิงก์มาแปะไว้) 

และลิงก์นี้ของ อ.ธวัชชัย  ด้วยค่ะ  ท่านเขียนไว้น่าสนใจมาก    เลยรู้สึกว่าถ้าลูกหลานเราเข้าใจพื้นฐานคณิตศาสตร์อย่างดีเสียแต่ต้น  เราจะไล่ทันเวียตนามได้เป็นอย่างน้อย
 
 

  • ทีนี้พูดถึง การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กไทย ดังที่เคยเล่าสู่กันฟังในบันทึกนี้ คำในภาษาไทย  ตรงกับ “จำนวน” ที่เป็นตัวเลข  พูดแบบเรียงพยางค์  ระบุเลขหลักชัด  ทำให้เราเห็นและพูดหลักเลขโดยไม่ต้องแปลอีก  เช่น  เจ็ดพันห้าร้อยยี่สิบสาม
  • เราพูดเลขเดี่ยว  ตั้งแต่ หนึ่ง  ถึง  เก้า   (มี concept  ของเลขเดี่ยวอยู่แล้วเป็นฐาน)
  •  เลขเดี่ยว   เทียบได้กับพยัญชนะพื้นฐาน   เห็น ก ไก่  คือตัว ก  ไก่    พูดว่า ก  ไก่   โดยไม่ต้องคิด   เห็น  1   คือ  1   ก็บอกว่า  1    เห็น 7  คือ 7  ก็บอกว่า  7    โดยไม่ต้องหยุดคิด  ไม่ต้องนับนิ้ว 
  • แปลว่าเห็นปุ๊บเราพูด คำ  นั้นออกมาได้ทันทีเป็นอัตโนมัติ
  • ส่วนหลักหน่วย     หลักสิบ  เราพูดเลขหลักสิบทีละ หนึ่งกลุ่มสิบ  โดยพูดเลขเดี่ยวไว้ข้างหน้า   เช่น  สามสิบ  ห้าสิบ   เก้าสิบ  กี่กลุ่มสิบก็ว่าไป 
    ถ้าเป็นหลักร้อย หลักพัน    โดยภาษาไทยก็เอื้อให้อีก    เช่น   สามร้อย   ห้าร้อย  เจ็ดพัน  เก้าพัน  เป็นต้น 
  • ยกเว้นบางคำเช่น  หนึ่งหมื่น     หนึ่งแสน   เราต้องแปลคำว่าหมื่น (แปลว่า สิบพัน)   กับคำว่า  แสน (แปลว่า สิบหมื่น)  ก่อน  เป็นต้น 
  • ภาษาไทยจึงเอื้อให้เราพูดจำนวนนับได้เกือบครบจำนวน
  • เฉพาะเลขภาษาไทย  ควรสอนให้เด็กเข้าใจ(ให้เกิดconcept) ว่า หนึ่งคืออะไร สองคืออะไร  อย่างที่กล่าวไปข้างต้น  และเข้าใจว่าเราไม่สามารถเรียนรู้เกินกว่าสิบได้เลย  (ประโยคหลังนี้พี่แอมป์ยังสงสัยว่าจริงรึปล่าว  แต่ยังไม่ได้ถามพ่อ)
  • ตัวเลขจะมีเท่าไหร่ก็ตาม  เราบวกได้ทีละคู่เท่านั้น  เช่น 3 กับ 4 เป็น 7 สามพันกับสี่พัน เป็นเจ็ดพัน สามล้านกับสี่ล้าน เป็นเจ็ดล้าน
  • ดังนั้นในท้ายที่สุด  หากฝึกให้เด็กแม่นเรื่อง  จำนวน   และบวก จำนวน  ระหว่างจำนวน หนึ่ง ถึง สิบ  ให้ได้แม่นยำเป็นอัตโนมัติ  แบบไม่ต้องคิดแล้ว (พี่แอมป์ก็สรุปแบบตามใจฉันว่า)  เขาก็จะพัฒนาไปสู่การนั่งทางในเอ๊ยจินตภาพขั้นสูงได้เอง  : )  อย่างที่เม้งทำได้ในบันทึกนี้ 
  • ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงแนวคิดนะคะ  ในทางปฏิบัติจริงๆพี่แอมป์ก็ไม่ทราบว่าตอนนี้การเรียนการสอนพื้นฐานคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก มีทิศทางอย่างไร
  • เพียงแต่ในหมู่ผู้เกี่ยวข้องน่าจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อจะนำข้อมูลไปสังเคราะห์  ออกมาเป็นแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนา  อย่างที่เม้งวางแนวทางไว้นี้เป็นการดีแล้ว 

นึกแล้วขำอีกแล้วแฮะ  อันนี้พี่แอมป์เพ้อเจ้อไปเองนะคะ    พี่แอมป์คิดว่าที่คนเวียตนามใจเด็ดและเก่งคณิตศาสตร์นั้นถูกแล้ว  เพราะตอนเดินข้ามถนน   ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จะขับแบบพรูพรั่งหลั่งไหลเรื่อยไปเต็มถนน  (ย้ำ  เต็มถนน)ยังกะฝูงปลาน็อนสต็อป   แปลว่ารถของเขาไม่หยุดจนกว่าจะไปถึงจุดหมาย  น่าทึ่งจริงๆ 
   
ดังนั้น   หลังจากคนข้ามคำนวณและตัดสินใจแล้วว่า “เอาละฟะ”   เขาจะก็เดินตัดถนนข้ามตรงดิ่งไปเรื่อยๆๆ    ฝ่าฝูงปลาที่ไหลเรื่อยด้วยสติแน่วแน่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว   ภาษาใต้บ้านเราว่า “เซ้อพลี้” ไป 
  
คนขับรถทั้งหลายในท้องถนนก็ต้องคำนวณเอาเอง ว่าจะหยุดให้ตอนไหน  จะหยุดในระยะแค่ไหนจึงจะไม่ชน  (แค่เกือบๆไป)  วัดใจแบบแมนๆกันไปเลย  การคำนวณขั้นสูงเลยนะนั่น  : )
    
สุดท้ายนี้  พี่แอมป์รู้สึกชื่นชมเม้งที่รับฟังเงียบๆอย่างนุ่มนวลเสมอเวลาที่พี่แอมป์เข้ามาเล่าอะไรต่อมิอะไรตามใจตัว   (เพราะอาจารย์ธวัชชัยไม่ได้ทำระบบ pop up ให้โพสต์แย้งขึ้นมาทันควันได้  ซึ่งนับว่าประเสริฐจริงๆ )   อิๆๆ  

ขอบคุณเม้งมากๆที่รับฟังอย่างใจดีอยู่เสมอนะคะ  : )