สวัสดีครับ
5. รัตน์ชนก
- ขออภัยที่ตอบช้าเพราะไปร่วมชุมนุมศิษย์เก่า มช.มา 2-3 วันไม่ได้แตะคอมเลยครับ
- ยุคสมัยมันต่างกันอย่างที่น้องว่าแหละครับ สมัยของพี่นั้นกระแสแสวงหาทางเลือกของนักศึกษามันสูงมาก บรรยากาศในมหาวิทยาลัยมีแต่ 2 ขั้วคือเที่ยวงานบอลล์ กับออกค่ายพัฒนาชนบท
- การออกค่ายพัฒนาชนบทเป็นกระแสเรียกร้องให้นักศึกษาควรศึกษาเข้าใจชนบทและออกไปทำประโยชน์ให้ชนบทในรูปแบบต่างๆ สมัยนั้นคือการออกค่ายส้รางโน่นสร้างนี่ ช่วยชาวบ้านทำนั่นทำนี่ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาไปด้วย แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่เรามักเรียกกันว่ากลุ่ม activist ใหม่ คือเน้นการศึกษาทำความเข้าใจสังคมว่ามันเป็นอย่างไรมาอย่างไรจึงมาถึงวิกฤตสมัยนั้น (14 ตุลา)
- นักศึกษากลุ่มนี้จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มทำกิจกรรมเช่น ทำหนังสือพิมพ์อิสระในมหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นวิภาควิจารย์สิ่งที่ไม่ดีงามต่างๆของมหาวิทยาลัย ของนักศึกษา เลยออกไปถึงสังคมนอกมหาวิทยาลัย
- นักศึกษากลุ่มเหล่านี้จะรวมตัวกันเสนอตัวเป็นตัวแทนนักศึกษาเข้าไปเป็นนายกองค์การนักศึกษา ปรับเปลี่ยนการทำกิจกรรมในรูปแบบใหม่ๆที่เป็นประโยชน์แก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยและสังคมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
- นักศึกษากลุ่มนี้จะอ่านหนังสือ ตำราต่างๆกันเป็นกองๆ อ่านแล้วก็เอามาถกกัน อ่านแล้วก็เอามาตั้งวงเสวนากันว่าคนเขียนเสนอสิ่งนั้น เราคิดอย่างไร อ่านมากจริงๆ ตรงข้ามกับพวกเที่ยวงานบอลล์เขาอ่านเฉพาะหนังสือเรียนแล้วก้ไปเต้นงานบอลล์ตามคณะต่างๆจัดกัน สนุกลูกเดียว
- นักศึกษากลุ่มนี้ บางครั้งก็เชิญนักพูดดังๆสมัยนั้นมาเปิดเวทีพูดคุยกัน อภิปรายกัน จัดบ่อยมาก เป็นการสร้างบรรยากาศให้ในมหาวิทยาลัยมีความคึกคักทางกิจกรรมเพื่อบ้านเมืองมากขึ้น
- และในที่สุดกลุ่มของพี่คิดกันว่า มีเพื่อนๆที่ไม่เข้าใจชนบท และสนใจจะออกไปศึกษาชนบทกันตามเงื่อนไขของเราคือช่วงปิดเทอม เราก็คิดรูปแบบค่ายศึกษานี้ขึ้นมาเราเรียกค่ายจร เพราะจรยุทธไปเรื่อยๆ ออกหมู่บ้านนี้ไปหมู่บ้านโน้น ดังที่เล่ามา สาระที่เขียนลงคือเรื่องราวเพียงส่วนหนึ่งที่ประทับใจในการจัดคราวนั้นและเอามาบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้ผ่านหูผ่านตาบ้างว่า คนรุ่นก่อนๆเขาทำกันแบบนี้ คนรุ่นนี้คิดอะไร ทำอะไรกัน จะทำให้ดีกว่ารุ่นก่อนๆได้อย่างไร
- การลงไปแบบ เบอะ บะ ไม่มีอะไรในหัวมีเพียงเจตนาจะไปรู้จักคน วิถีชีวิต เห็นอะไรก็หยิบเอามาคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน สมัยนี้เรียก AAR สมัยนั้นเรียกการวิเคราะห์ร่วมกัน
- สิ่งที่ได้คือ เพื่อนๆที่เรียน หมอ เภสัข ทันต เทคนิค พยาบาล ฯลฯ หลายคนเป็นลูกผู้ดีมีเงินจาดเมืองหลวง เมืองใหญ่ๆ ไม่เคยเข้าใจชนบทแบบที่ออกไปสัมผัสจริงๆ เขาก็เห็น เขาก็รู้ แม้ถึงวันนี้เขายังพูดถึงค่ายจรครั้งนั้นกันเลยว่าได้ทีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองของชีวิตเขาต่อสังคม และมีส่วนสำคัญต่ออาชีพหมอที่เขาทำอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนครับบางท่านกลายเป็นหมอชนบทที่มีคุณค่าต่อชาวบ้านมากๆ พยาบาลบางท่านอุทิศตัวเพื่องานคนไข้ชนบทมากกว่าที่เคยเห็น
- เราได้สิ่งเหล่านี้ครับ
- ไม่มีในหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่มีการกำหนดไว้ในกระบวนการศึกษาในมหาวิทยาลัยครับ แต่พวกเราทำกันเอง
- น่าสนใจมากครับน้องครับ