ความกล้าหาญของชาวบ้านที่กล้าจะบอกเล่า “ความจริง” แก่นักวิจัยเป็นสิ่งสะท้อนความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้เป็นอย่างดีอย่างหนึ่งครับ อันนี้ผมก็พลอยภูมิใจกับคุณสรินยาด้วย
ส่วนตัวผม เห็นว่า การที่ชาวบ้านจะกล้าหรือไม่กล้านั้น ขึ้นอยู่กับกาละ เทศะ (space & time)และปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจ (power relation)ระหว่างบุคคลด้วย
ถ้าผมเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือเป็นนายอำเภอ หรือคนมีสีที่ชาวบ้านไม่รู้จัก ชาวบ้านเขาคงไม่บอกผมอย่างที่กล้าคุยกับคุณสิรินยา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ที่ชาวบ้านไม่พูดความจริงในทุกบริบท เพราะการพูดความจริงโดยไม่วิเคราะห์กาละเทศะและบุคคล แม้จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์ แต่ก็การเสี่ยงต่อการถูกย่ำยีบีฑา ตราบใดที่อีกฝ่ายที่รับรู้ มีอำนาจบดขยี้พวกเขาอยู่
ในความเป็นจริง นักวิจัยและนักพัฒนาหัวก้าวหน้า(รวมถึงนักพัฒนาแนวอนุรักษ์นิยม) ส่วนใหญ่ มักจะเป็นผู้กระตุ้นนำให้ชาวบ้านกล้าแสดงอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ รากเหง้าดั้งเดิมของตนอย่างสุดโต่ง ซึ่งเป็นดาบสองคมนะครับ หากแสดงออกไปโดยไม่พินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
การยอมรับในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มีสองด้านครับ ด้านที่ทำให้ชาวบ้านตนเองภาคภูมิใจ และด้านที่เปิดช่องให้ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่ามาหมายหัวชาวบ้านไว้เพื่อใช้เป็นจุดอ่อนบ่อนทำลายได้ด้วย ภายใต้บริบทนี้ จึงต้องระวัง มิให้ชาวบ้านแสดงอัตลักษณ์ประวัติศาสตร์รากเหง้าของตนโดยไม่วิเคราะห์เงื่อนไขด้านเวลา สถานที่ และบุคคลอย่างรอบคอบก่อนนะครับ
เจตนาดีของเรา ถ้าไม่รอบคอบ บางทีผลมันก็ออกมาอีกอย่างได้เหมือนกัน ผมก็พลาดมาหลายครั้งแล้วครับ