เรียน คุณณรงค์
การคิดเชิงสังเคราะห์นั้นเป็นกระบวนการที่จะทำให้เกิดการคิดเชิงระบบ ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นภาคใหญ่ของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆในสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งทุกสิ่งล้วนมีความสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้นการจะสังเคราะห์ได้นั้น เราเริ่มจากการวิเคราะห์ก่อนว่า ปัญหาหรือประเด็นที่เราจะต้องคิดนั้นจะประกอบด้วยองค์ประกอบใดบ้าง พวกเราจะวิเคราะห์เก่งอยู่แล้ว แต่พอวิเคราะห์เหสร็จ เราก้อกระโดดลงไปแก้ไขเลย โดยลืมดูปฏิสัมพธ์ขององค์ประกอบต่างๆที่เราวิเคราะห์ได้
สมมติว่า เราจะประเมินถสานการณ์ชุมชน ที่เราทำๆกันมา เราก้อใช้ตัวชี้วัดต่างๆ เช่น Negative health indicators, e.g D's ที่ไม่ดีของเราเช่นอัตราตาย ป่วย พิการ ฯลฯ เ
เราได้สถิติเหล่านี้มา ส่วนใหญ่ก้อจะเอามาเข้าแถว เรียงลำดับอะไรมากอะไรน้อย ซึ่งจะบอกขนาดของปัญหา (Magnitude or size of problem) แต่เรายังไม่ตัดสินใจ เราก้อพยายามต่อไป ใช้เกณฑ์อื่นๆประกอบ เช่น Severity or seriousness of problem. feasibility, community concern หรือเกณฑ์อื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยง Subjective judgement ในกระบวนการตัดสินใจ พอเราได้ปัญหาที่เป็นลำดับความสำคัญต้นๆ เราก้อพยายามวิเคราะห์ปัญหา ตรงนี้จะมีจุดอ่อนอยู่คือ
ตอนวิเคราห์ปัญหา เราวิเคราะห์สภาพที่ไม่พึงปรารถนาในปัจจุบันโดยใช้ตัวชี้วัดต่างๆและใช้เกณฑ์มาตราฐาน ที่เป็น Standard หรือ Norm เป็นตัวเปรียบเทียบ แต่เราลืมใช้กรอบสถานการณ์ที่พึงปรารถนาในอนาคตมาเป็นกรอบอ้างอิง การเปรียบเทียบแบบนี้เพราะ Indicator ที่เราใช้ส่วนใหญ่เป็น Lack Indicator ดังนั้น เวลาเราสรุปปัญา เราก้อจะดูตัวชี้วัดที่ไม่เข้าเกณฑ์ หรือนัยหนึ่งที่ยังคงเป็นช่องว่าง (Gap) อยู่ พอเราดูอย่างนี้ เราก้อไม่ได้มองในเชิงระบบเท่าที่ควร เพราะ เราไม่ได้ดูถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์ การแก้ปัญหาจึงเป็นลักษณะการแก้ปัญหาเชิงรับ (Reactive problem solving) อะไรรั่วก้อเติมให้เต็ม จบ การแก้ปัญหาแบบนี้ใช้ได้ดีในกรณีการแก้ปัญหาเฉพาะ เร่งด่วนที่ผมเปรียบว่าไฟลามทุ่ง ต้องรีบดับก่อน การมองแบบนี้ อยู่บนฐานคิดว่า ผลรวมของส่วนต่างๆ จะเท่ากับภาพเต็ม (Summation of parts equal to the whole)
ซึ่งต่างจากการคิดในเชิงระบบ ที่มีฐานคิดว่า Summation of parts is not equal the whole เพราะภาพเต็มนั้นไม่ใช่แค่รวมส่วนต่างๆ แต่ในส่วนต่างๆนั้นต่างมีปฏิสัมพันธ์กัน ทำให้การรวมส่วนไม่ใช่ภาพเต็ม
การสังเคราะห์องค์ประกอบต่างที่ได้จาการวิเคราะห์โดยให้เห็นปฎิสัมพันธ์ของส่วนต่างๆให้ชัดเจนนั้น จะทำให้เราเห็ภาพใหญ่ (Big picture) ซึ่งจะชัดเจนแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเรามีภาพที่พึงปรารถนาอยู่ในใจชัดเจนแค่ไหน ภาพทีพึงปรารถนามาจากไหน ก้อมาจากแนวคิด ทฤษฏี ประสบการณ์ ที่เราสามารถใช้การจัดการความรู้ (KM) ให้พัฒนาเป็นภูมิปัญญา (Wisdom) ขึ้นมา และถ้าเรามีภาพที่พึงปรารถนาชัดเจน เราก้อจะรู้ว่าในการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ต่างๆนั้น เราจะใช้ตัวชี้วัดเพื่อประเมินสิ่งที่ต้องลด กับตัวชี้วัดในสิ่งที่ต้องเพิ่ม ยกตัวอย่าง เราประเมินด้วยอัตราตาย ป่วย ฯลฯ เราต้องการลด แต่ถ้าเราใช้กรอบ Determinants of health เราจะเห็นว่าในการที่ให้คนเราอยู่ดีมีสุข หรือ Healthy นั้น เราจะต้องสร้างอะไรให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นปัจจัยปกป้องเขา (Protective Factors) เช่นครอบครัวปลอดภัยและอบอุ่น ฯลฯ ดังนั้น เวลาเราวิเคราะห์สถานการณ์ เราจะได้มองอย่างพิเคราะห์ มี Critical Thinking มองต่างมุม มองหลายด้าน แล้วหา Evidence มายืนยันและแสวงหาข้อสรุป ซึ่งในกระบวนการคิดตรงนี้ เราก้อต้องดูปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆที่เราวิเคราะห์ออกมาได้ ในเชิงระบบ เห็นชัดเจนว่าอะไรเราต้องลด (เช่น Risk ต่างๆ) อะไรเราต้องเพิ่ม (เช่น Protective factor ต่างๆ) เราก้อจะแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในการที่จะออกแบบองค์กร การจัดทีมงาน การสร้างเครือข่าย ฯลฯ ต่อไป
พอแค่นี้ก่อนนะ ต้องไปสอนหนังสือแล้ว ลองนึกถึง Community Syndrome ที่เราพยายามวาดออกมาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆททั้งที่เป็นปัจจัยด้านสุขภาพ การเกิดโรค ปัจจัยเศรษฐกิจ สังคมต่างๆ จำได้ไหม ผมเอา Ecological Model opf Health Outcome ไปเสนอ ลองนึกต่อนะ สถานการณ์สุขภาพในชุมชนเราไม่เหมือสมัยที่เราอยู่ห่างกันแยกกันโดด (Isolation) ยุคโลกาภิวัตน์ทุกระดับส่งผลถึงกัน เราจึงต้องตระหนักรู้และเข้าใจ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวไงละ
เขียนมาอีกนะ
รัก
ชนินทร์