อาจารย์ก็เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งและเคยเป็นอธิการบดีที่ม.วลัยลักษณ์ด้วยน่าจะใช้การจัดการความรู้ทำให้บรรลุเป้าหมายการศึกษาที่ถูกต้อง ไม่เป็นแบบหมาหางด้วนซึ่งท่านพุทธทาสพูดมานานแล้ว

ผมเป็นจนท.บริหารงานทั่วไปเคยต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้มาอย่างเจ็บปวดและโชกโชนแล้ว กว่าจะมีวันนี้ที่ผู้บริหารอนุญาตให้ทำในสิ่งที่วรรณะจนท.ทำไม่ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ผมเคยโมโหตอนรับงานมา  เพราะผู้บริหารบอกว่าต้องให้อาจารย์เป็นหัวหน้าโครงการ ผมบอกว่าอาจารย์.....จะรู้อะไร      เขาทาบทามผมเพราะเชื่อในความรู้ฝังลึกจากประสบการณ์ที่ผมทำมายาวนาน อาจารย์นั่นแหละต้องมาเรียนรู้จากผมคือเป็นลูกทีมผม ซึ่งความคิดอย่างนี้ทำให้การทำงานไม่สนุกนักใช่ไหมครับ

ตอนนี้ผมกำลังทำงานกับจังหวัดร่วมกับชุมชนและทำงานภายในมวล.ด้วยเพื่อทำอย่างที่อาจารย์บ่น(และกำลังทำด้วย) คือ     ทำให้การศึกษาเป็นการเรียนรู้ความจริงของชีวิต ของใครก็ของคนนั้น แต่บูรณาการให้มาเรียนรู้ด้วยกันเพื่อให้มวล.รับใช้สังคมนครศรีธรรมราช(ในเบื้องต้น) ผมเขียนลงในBlogแล้ว
เราคุยกันเรื่องการศึกษามีท่านผู้ว่า หัวหน้าส่วนราชการและน้าประยงค์ ผมคุยกับอ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ดร.อุทัย ดร.โฆษะ ดร.วันสุรีย์ ผมไปเล่าประสบการณ์ให้เครือข่ายราชภัฏฟังก็เสนอให้ราชภัฏทำเรื่องนี้ด้วยนอกจากการทำกับอปท.แล้ว คือ ทำให้การศึกษาเชื่อมโยงกับการทำงานซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมคือ เรียนรู้ความจริงและพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้น เปลี่ยนห้องเรียน 4 เหลี่ยมเป็นห้องเรียนชีวิตหรือผสมผสานกัน เมื่อวานซืน       (31ต.ค.)ผมกลับจากกรุงเทพพร้อมดร.โฆษะยังคุยกันต่อเลย อาจารย์แนะนำให้คุยกันวงเล็กๆภายในก่อน   ผมตั้งเรื่องไว้แล้ว แต่ประสบการณ์คือ ต้องมีผู้บริหารเป็นหลักในการขับเคลื่อน อาจารย์ช่วยดันเรื่องนี้ด้วยซีครับ