ความเห็น 417

วิชาการแนว KM

morning_glory
IP: xxx.151.216.4
เขียนเมื่อ 

ผมลองตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนชื่อจาก ภาควิชาพลศึกษา ไปเป็น
วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การกีฬา  สื่อถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงภาพรวมอย่างไร?

ตามความเข้าใจของผม(ซึ่งจะถูกหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ) ภาควิชาพลศึกษามีหน้าที่
ผลิต "ครูพละ" เพื่อเป็น บุคลากรป้อนให้กับโรงเรียนต่างๆ ที่จะต้องมีครูสอนวิชา
พละศึกษา อันนี้เป็นบริบทเดิม ที่มีมาในอดีต  คือ เด็กนักเรียน ได้เรียนรู้เรื่อง
กีฬาและการออกกำลังกาย จากวิชาพลศึกษาเป็นหลัก  การจะให้คนเล่นกีฬา
และออกกำลังเป็น ก็ต้องสร้าง "ครูพละ" ออกมาเยอะๆ  มาสอนให้ทั่วถึง

แล้วบริบทปัจจุบันเป็นอย่างไร? ปัจจุบันนี้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น
ทั้งเรื่องอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ  พฤติกรรมรักษาสุขภาพ และการออกกำลัง
ในเชิงโครงสร้างเองเราก็มี สสส. คอยสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพทุกๆ ด้าน
ปัจจุบัน คนไม่ได้รับรู้เรื่องกีฬา และการออกกำลังกาย แต่เฉพาะจากครูพละ
เหมือนแต่ก่อน  มีช่องทางผ่านสื่อ ผ่านพื้นที่ใหม่ๆ มากมายในการให้ความรู้
ด้านการออกกำลังกาย

คำว่า "วิทยาศาสตร์" การกีฬา และ "นวัตกรรม" ก็สื่อถึงหน้าที่ที่ มหาวิทยาลัย
จะสร้างองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการวิจัย (และจัดการความรู้) อีกทั้งให้บริการ
วิชาการโดยการเผยแพร่ความรู้นั้นไปในสังคม ผ่านช่องทางอันหลากหลาย
ไม่ใช่เพียงผ่านครูพละผู้จบการศึกษาเหมือนแต่เดิม  จึงนำมาสู่คำถามว่า
องค์ความรู้แบบไหน ที่จะเป็นประโยชน์ที่แท้จริง ในบริบทปัจจุบัน

ผมทำงานอยู่ สสส. จึงอยากเสนอมุมมองจากการสร้างเสริมสุขภาพเป็นหลัก
ปัญหาปัจจุบันคือ คนไม่ค่อยออกกำลังกาย  ซึ่งเป็นเรื่องเชิงพฤติกรรมและ
วัฒนธรรม ผมไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในขอบเขตการวิจัยวิทยาศาสตร์การกีฬาหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ เราต้องการความรู้ว่า ทำไมคนไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือทำไมคน
บางคนจึงออกกำลังกาย  การออกกำลังกายแบบไหนมีประโยชน์ที่สุดสำหรับ
คนกลุ่มใด  และถ้าได้ตัวเลขออกมาชัดๆ ว่าการออกกำลังกายแบบนี้ๆ จะทำให้
อายุยืนขึ้นกี่ชั่วโมง กี่นาที  ลดอัตราการเกิดโรคนี้ๆ ได้กี่ %  ก็จะเป็นประโยชน์
อย่างยิ่ง ต่องานโฆษณารณรงค์ด้านการออกกำลังกาย ของกระทรวง
สาธารณสุข และ สสส.

ในแง่จัดการความรู้ ให้มุมมองใหม่กับองค์ความรู้ว่า ความรู้มีอยู่ในผู้ปฏิบัติ
อยู่แล้ว  เราไม่จำเป็นต้องตั้งโจทย์วิจัยแบบลอยๆ  เราสามารถเข้าไปศึกษาดู
ว่าใครบ้างที่ออกกำลัง เขาทำอย่างไร ประสบความสำเร็จอย่างไร เมื่อศึกษา
ได้ตัวอย่างที่ดี (best practise) แล้วก็นำไปขยายผลต่อได้ในทันที
ขณะเดียวกันก็มาวิเคราะห์ประเด็นย่อยๆ ของเรื่องนั้น ทำเป็นงานวิัจัยเต็มรูป
แม้ยังทำวิจัยไม่เสร็จ แต่ตัวอย่างที่ดีก็นำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที  ผมถือว่า
นี้เป็นคุณูปการจากมุมมองของการจัดการความรู้