ความเห็น 41087

ม.รามคำแหง/HR

ยม ยม "ปัญหาในองค์กร การแลกเปลี่ยนความเห็นอาจจะเป็นประโยชน์กับสังคมการเรียนรู้"
IP: xxx.9.163.125
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน  

มีผู้สนใจท่านหนึ่ง ส่งคำถาม ไปขอความเห็นผมทาง Email address   ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ดี มีประโยชน์ ถ้านำความเห็นมาร่วมแชร์ความรู้ใน Blog นี้จะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจหลายท่าน เพราะเป็นปัญหาที่หลายองค์กร อาจจะกำลังเผชิญอยู่ ผมจึงขอนำสิ่งที่ผมได้แชร์ไป มาลงใน blog นี้ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ดังนี้

คำถามที่ 1. เมื่อลูกค้าคือพระเจ้า แต่ถ้ามีลูกค้ารายใหญ่ใช้อำนาจโดยมิชอบกลั่นแกล้งพนักงาน จะทำปฏิบัติอย่างไรดีค่ะ และมีทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน 

ความเห็นส่วนตัวของผม  ถ้าผู้ถาม กำหนด นโยบายไว้ว่า ลูกค้าคือพระเจ้า ก็จะต้องมียุทธ์ศาสตร์ในการปฏิบัติ  เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้า ความเห็นส่วนตัวผมสองแนวทางดังนี้ ประการแรก ใช้ยุทธศาสตร์การสร้างความไดเปรียบในการแข่งขันทางการค้า ตามแนวคิดของ Michael E. Porter ได้แก่

         1.       ยุทธ์ศาสตร์ด้านต้นทุน (Cost Leadership) เน้นต้นทุนต่ำ เพื่อให้มีกำไร ให้ราคาสินค้าหรือบริการโดนใจลูกค้า ประการต่อมา 

         2.       ยุทธศาสตร์เน้นที่ลูกค้า (Customer focus)  เน้นที่ความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มยุโรป กลุ่มเอเชีย กลุ่มพ่อบ้าน กลุ่มแม่บ้าน  ไม่หว่านไปทั่วกับลูกค้าทุกกลุ่ม ตัวอย่างเช่น รถโวลโว่  เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีฐานะดี และเน้นความปลอดภัย  จึงมีแนวคิดในการสร้างรถภายใต้แนวคิดที่ว่า ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่   ประการสุดท้ายคือ

         3.       ยุทธศาสตร์สร้างความแตกต่าง (ในสินค้าหรือบริการ) (Differentiation) เน้นการสร้างนวตกรรมในสินค้าบริการอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เช่น ผู้ผลิตรถญี่ปุ่น คิดค้นรถรุ่นใหม่ออกมาทุกห้าปี เป็นต้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบโมเดลใหม่ ๆ  

การใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด จะทำให้ธุรกิจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้มีลูกค้ามากพอ ที่จะไม่ต้องง้อลูกค้ามาก จนเกินไป

 

ประการที่สอง   องค์กรของผู้ถาม ต้องพัฒนาองค์กร และทรัพยากรมนุษย์ ให้พร้อมเผชิญปัญหา ต่าง ๆ และสามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั่วทั้งองค์กร โดยการใช้ทฤษฎี 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ

 

ทฤษฎี 8 K's[1] ได้ให้แนวคิดไว้ว่า "ทรัพยากรมนุษย์" นั้นจะต้องมีองค์ประกอบของทุนทั้งสิ้น 8 ประการ ได้แก่

 

1.     Human  Capital  หรือ ทุนมนุษย์        คือ ทุนที่ได้มาจากความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นทุนขั้น      พื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี  และสามารถสร้างต่อได้

 

2.     Intellectual  Capital  หรือ ทุนทางปัญญา      คือ ความสามารถในการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม     บุคคลที่จบปริญญามี Human Capital ใช่ว่าจะมีทุนทางปัญญาหรือ   Intellectual  Capital  เสมอไป  คนที่มีการศึกษาไม่สูงแต่สามารถมีทุนทางปัญญาได้ถ้ารู้จักในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถที่จะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

3.     Ethical  Capital หรือ ทุนทางจริยธรรม   บุคคลที่มีความรู้ดี  สติปัญญาดี  แต่ถ้าไม่มีคุณธรรม  ก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรหรือประเทศได้อย่างดี  ยิ่งถ้านำเอาความรู้ ความสามารถที่ได้รับไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ย่อมสร้างปัญหาให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น  ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงควรให้การปลูกฝัง ทุนทางจริยธรรม ไว้ตั้งแต่เบื้องแรก หรือแทรกเข้าไปในเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง

 

4.     Happiness  Capital หรือ ทุนแห่งความสุข   มนุษย์ทุกคนนี้ล้วนมีความปรารถนาจะทำในสิ่งที่ตนทำแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขกาย หรือ สุขใจ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิด หรือทำสิ่งใดก็ตามก็จะต้องคำนึงถึงความสุขกับสิ่งที่ทำด้วยจึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

 

5.     Social  Capital หรือ ทุนทางสังคม ทุนทางสังคม หรือ Social  Capital หมายถึงการรู้จักเข้าสังคม การรู้จักวางตัว หน้าที่และบทบาทของตนเองต่อสังคมซึ่งก็จะเป็นการสร้างให้เกิดยอมรับในสังคม

 

6.  Sustainability  Capital หรือ ทุนแห่งความยั่งยืน  ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะเนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก หากเราไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนแล้วนั้นเราก็จะไม่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกยุคไร้พรมแดน

 

7.   Digital  Capital  หรือ ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ   โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคข่าวสาร และเทคโนโลยี  เป็นโลกาภิวัตน์  ฉะนั้น ในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ สามารถที่จะพัฒนาและแข่งขันกับนานาอารยประเทศ  จึงจำเป็นที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

8.      Talented  Capital  หรือ ทุนทางความรู้  ทักษะ และทัศนคติ    ทุนที่สำคัญและขาดไม่ได้สำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ก็คือ ทุนทางความรู้  ทักษะ และทัศนคติ การมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Mindset) ที่ถูกต้องในการทำงาน  บุคคลจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประการที่สาม  ในการพัฒนาองค์กร พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังกล่าว ผมเสนอให้ใช้หลักการทางพุทธศาสตร์ หลักธรรมภิบาล (จะอธิบายรายละเอียดในข้อต่อไป) เข้ามาบูรณาการ เช่น   ธรรมที่ทำให้งาม ได้แก่ ขันติ คือความอดทน  โสรัจจะ คือความสงบเสงี่ยม  ธรรมข้อนี้ สอนให้คนธรรมสองประการซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดภาพที่ดีแก่ผู้ปฏิบัติถ้าคนใด องค์กรใดมีวัฒนธรมองค์กร อย่างนี้ จะทำให้องค์กรนั้น คน ๆ นั้นมีความสง่างาม เป็นที่นิยม ต้องใจของผู้ใช้สินค้าและบริการ  ในพุทธศาสนายังมีอีกหลายธรรมมะ ที่สามารถนำมาประยุกต์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เกิดทุนทางปัญญา ได้เป็นอย่างดี

 ฉะนั้น ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ก็ต้องเข้มงวดตั้งแต่การสรรหาคัดเลือก ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนทางความรู้ มีพื้นฐานทุน 8 ประการไว้ดี แล้ว องค์กรนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์สูงสุด  ในข้อหนึ่ง ผมตอบโจทย์เพียงเท่านี้ก่อน


คำถามที่ 2 จะปรับปรุงและจัดการทัศนคติอย่างไร หากมีทัศนคติในทางลบเกิดขึ้นในองค์กร ท่านมีคำแนะนำที่ดีที่สุดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับแรงจูงใจ ใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน

ความเห็นส่วนตัวของผมในข้อสองนี้  ถามถึง การจัดการกับทัศนคติทางลบ ในองค์กร จะจัดการอย่างไร ข้อนี้ ผมแนะนำ ให้ ทำรายการทัศนคติทางลบที่มีอยู่ในองค์กรว่ามีอะไรบ้าง  แล้วนำมาวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา การแก้ไข และการป้องกัน กล่าวคือ

  1. ต้องรู้ว่าอะไร คือปัญหา  ทำรายการมาว่ามีทัศนคติทางลบอะไร บ้าง โดยแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ เช่น ทัศนคติทางลบ ในระดับองค์กร ระดับผู้บริหาร ระดับหัวหน้างาน ระดับพนักงาน และพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์กัน เพราะทัศนคติทางลบ ที่มีอยู่ในหัวหน้างานจะส่งผลให้เกิดทัศนคติไม่ดี ไปถึงพนักงานและองค์กรได้
  2. ต้องรู้ว่าอะไร คือสาเหตุ  ที่ทำให้เกิดปัญหา  เมื่อได้รายการทัศนคติทางลบมาแล้ว ให้นำมาวิเคราะห์หาเหตุแห่งปัญหา เหตุแห่งทุกข์นั้น จะทำให้เห็นปัญหาที่รากหญ้า ได้
  3. กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา  เมื่อทราบเหตุแห่งปัญหา แล้ว หาทางกำหนดแนวทางในการลดทัศนคติทางลบ ให้หมดไปก่อนที่จะค้นหาวิธีเพิ่มทัศนคติทางบวก  กล่าวคือ ลดของเสียทางใจเสียก่อน 
  4. เลือกแนวทางที่ดีที่สุดมาปฏิบัติและติดตามผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้แนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่ดีมาแล้ว ลองนำมาปฏิบัติและติดตามผลดูว่าเป็นอย่างไร  จะปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำขึ้นอีก  แนวทางทั้งสี่ข้อนี้เรียกว่า อริยสัจสี่ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าในการขจัดปัญหาทั้งหลาย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ ตอบคำถามที่ถามมาได้หลายข้อ ครับ
นอกจากนี้ ผมเสนอให้ใช้หลักบริหารกิจการตามหลักธรรมาภิบาล คำว่า ธรรมาภิบาล  คือ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หมายถึง ขบวนการ หรือขั้นตอนในการทำงานหรือกิจกรรมใด ๆ ที่จัดขึ้นในถาบันฯ เริ่มจากงานในหน้าที่รับผิดอบของแต่ละคน งานที่ได้รับคำสั่งให้ทำ หรืองานที่ร่วมกันทำ จะต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล 6 หลัก คือ 

1.    นิติธรรม  เคารพและปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบแบบแผนและกฎหมายต่าง ๆ โดยไม่ละเมิดอย่างตั้งใจ หรือจงใจหลีกเลี่ยง หรือไม่ตั้งใจเพราะไม่รู้ ฉะนั้นถ้าไม่แน่ใจต้องศึกษาก่อนว่าจะผิดหลักนิติธรรม ก่อนที่จะทำลงไปหรือไม่ การดำเนินการตามหลักนิติธรรม ได้แก่

  •    กำหนดจรรณยาบรรณของหน่วยงานและของผู้ร่วมงาน
  • จัดให้มีระบบการร้องเรียนในการให้บริหารของหน่วยงาน
  • รณรงค์ให้มีการใช้หลักคุณธรรมอย่างกว้างขวางและจริงจังในทุกระดับจากระดับบริหารจนถึงระดับผู้ปฏิบัติตามทุกคน
  • จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความมีคุณธรรมของหน่วยงาน ตลอดจนประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ของหน่วยงานเพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องนี้
  • สร้างระบบเครือข่ายการส่งเสริมหลักคุณธรรมระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม
  2.  คุณธรรม ในหลายแง่มุม เช่น เมตตาธรรม คือความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข จริยธรรม ทำอะไรก็ให้ถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอน กตัญญู กตเวทิตา การรู้จักบุญคุณ และคิดจะตอบแทน หิริโอปตัปปะ การรู้จักละอาย และเกรงกลัวบาปกรรมไม่ดี โดยที่การมีคณธรรม จะช่วยยกคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น เป็นที่ยกย่องของคนทั่วไป  การดำเนินการตามหลักคุณธรรม ได้แก่
  • กำหนดจรรณยาบรรณของหน่วยงานและของผู้ร่วมงาน
  • จัดให้มีระบบการร้องเรียนในการให้บริหารของหน่วยงาน 
  •   รณรงค์ให้มีการใช้หลักคุณธรรมอย่างกว้างขวางและจริงจังในทุกระดับจากระดับบริหารจนถึงระดับผู้ปฏิบัติตามทุกคน
  • จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความมีคุณธรรมของหน่วยงาน ตลอดจนประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ของหน่วยงานเพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องนี้
  • สร้างระบบเครือข่ายการส่งเสริมหลักคุณธรรมระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม
  3.  ความโปร่งใส  ตรวจสอบได้ ทุกเรื่องราวในการทำงานตามภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ ตอบข้อสงสัยได้ชัดเจนทุกคำถาม  การดำเนินการตามหลักความโปร่งใส ได้แก่
  •  สำรวจความเห็นของผู้ร่วมงานเกี่ยวกับความโปร่งใสที่ต้องการได้รับจากหน่วยงาน 
  •  สร้างจิตสำนึกในการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส สร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน
  • กระตุ้นและผลักดันให้ผู้ร่วมงานของหน่วยงานปฏิบัติตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสาร และมีระบบให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
  • ปรับปรุงระบบสารสนเทศและระบบการจัดเก็บเอกสาร ให้สะดวกต่อการสืบค้น และเผยแพร่แก่ผู้ร่วมงาน
  • จัดทำประกาศและคู่มือการขอรับบริการสำหรับผู้ร่วมงาน โดยระบุขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการที่ชัดเจน 
  •  มีระบบการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล รับฟังความคิดเห็นจากบุคคลภายนอก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ร่วมงานทั่วไป
  4.   การมีส่วนร่วม พึงระลึกไว้ว่าตัวเองเป็นสมาชิกถาวรของสถาบันฯ นอกเหนือจากงานในหน้าที่แล้วกิจกรรมอื่นที่มีผลดีต่อสถาบันฯ จะต้องร่วมมือ อะไรที่ไม่ดีต้องทักท้วง การดำเนินการตามหลักการมีส่วนร่วม ได้แก่ 
  • ปรับปรุงกฎ ระเบียบ และกลไกการให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม
  • การกระจายอำนาจการบริหารงานในหน่วยงานหรือสู่ท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมงาน
  • รณรงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการมีส่วนร่วมแก่ผู้ร่วมงานของทุกหน่วยงาน
  • สร้างหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้มีส่วนร่วม

 

 5.   ร่วมรับผิดชอบ ต่อผลงานที่ทำเอง ทำโดยกลุ่ม ทำในนามสถาบันฯ ถ้าดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ถ้าผิดพลาดบกพร่องต้องช่วยกันแก้ไข ไม่วางเฉย การดำเนินการตามหลักการร่วมรับผิชอบ ได้แก่
  • ให้ผู้บังคับบัญชาเป็นแบบอย่างที่ดี มีมาตรฐานหรือข้อกำกับความประพฤตินักบริหาร
  • สร้างความสำนึกเรื่องความรับผิดชอบของตนเอง (self-accountability) เช่น ใช้การมีส่วนร่วมระบบการตรวจสอบ ระบบประเมินผลแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
  • ส่งเสริมผู้มีความรู้ความสามารถ โดยใช้ระบบการให้รางวัล และระบบจูงใจอื่น ๆ
  6.   ความคุ้มค่า ทั้งในแง่ของรูปธรรมและนามธรรม ที่สัมผัสจับต้องมองเห็นได้ หรือรู้สึกได้ว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ถ้าทำตามหลักข้างต้นทั้ง 5 มาครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักความคุ้มค่าแล้วไม่ผ่าน ก็ควรทบทวนปรับปรุง แก้ไข เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อผลงานให้มากที่สุด  การดำเนินการตามหลักการความคุ้มค่า ได้แก่
  •  สร้างจิตสำนึกแก่ผู้ร่วมงานของหน่วยงานในการประหยัดการใช้ทรัพยากร
  • ลดขั้นตอนการให้บริการ/การทำงานให้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุน/เพิ่มผลผลิต
  • กำหนดเป้าหมาย และมาตรฐานการทำงาน
  • มีระบบการติดตามประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มทุน ในการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ 
  •  มีระบบการรายงานผลที่สอดคล้องกับระบบการประเมินผลฯ 
  •  ใช้เทคนิคการบริหารงานแบบใหม่สำหรับบางงาน ที่หน่วยงานไม่ต้องทำเอง เช่น การจ้าง เหมา รปภ., พนักงานทำความสะอาด เป็นต้น
 
คำถามที่ 3.ตอนนี้เรามีเทคโนโลยีของโลกอินเตอร์เน็ตทำให้สื่อสารโดยไม่ต้องพบหน้ากัน จะทำอย่างไรเพื่อจะได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่นี้ โดยไม่ขาดมนุษย์สัมพันธ์ และใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน
 

ความเห็นส่วนตัวของผม  ใช้ทฤษฎี 8 K’s   ถ้าทรัพยากรมนุษย์มีทุนตามทฤษฎี 8 K’s อย่างครบถ้วน ผมคิดว่า ปัญหาการขาดมนุษย์สัมพันธ์จะไม่เกิด ขึ้น นอกจากนี้ ตามแนวพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเขียนหลักธรรม(ทฤษฎี) ไว้หลายประการ ที่สามารถนำมาบูรณาการใช้กำหนดจริธรรมในองค์กร เน้นให้คนในองค์กรรู้รักสามัคคี มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้เป็นอย่างดี 



คำถามที่ 4.ถ้าต้องจัดการ ควบกิจการ โดยต้องพยายามนำบุคคลต่างบริษัท ต่างวัฒนธรรมมาทำงานรวมกันให้ได้ จะทำอย่างไร พอจะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ ที่ทำให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันภายในบริษัทข้ามชาติ และใช้ทฤษฎีอะไร

 คำถามที่ 5. ถ้าบริษัทมีพนักงานอยู่ 4 ร่น คือ หลังสงครามโลก หลังสงครามเวียดนาม รุ่น x รุ่น  Y จะทำให้คนที่แตกต่างกันมีวิสัยทัศน์เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร ใช้ทฤษฎีอะไร 

ความเห็นส่วนตัวของผม   ข้อ 4 และ 5  มีความเห็นที่สามารถไปใช้ได้ทั้งสองข้อ   ผมเสนอว่าองค์กรควร

  • ต้องมีหลักการบริหารที่ชัดเจน เช่น การใช้หลักธรรมภิบาล นำมาใช้ดังกล่าวข้างกต้น และ
  • ควรมีกลยุทธ์ในการบริหารที่ชัดเจน ได้แก่   การกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ภารกิจหลัก (Mission)  วัตถุประสงค์ (Goals)  เป้าหมาย (Objective) และแผนกลยุทธ์ ที่ชัดเจน 
  • มีการกำหนดวัฒนธรรมองค์กร ที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก
  • มีการกำหนดจริยธรรมในองค์กรที่ชัดเจน โดยให้ทุกส่วนงานมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
  • ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้ ใช้ทฤษฎี 8 K’s  ของ ศ.ดร.จีระ เป็นแนวทางครับ
คำถามที่ 6. จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าองค์กรมุ่งผลระยะสั้น มุ่งแข่งขันภายในองค์กร ให้มีระบบจัดอันดับ เน้นตัวเลข เราจะจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร ใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน  

ความเห็นส่วนตัวของผม   จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการแก้ไขปัญหามุ่งผลระยะสั้น  แน่นอนครับ ระยะยาวจะเกิดปัญหาตามมา เพราะการมองปัญหา มองการแก้ มองแค่ระยะสั้น  การแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา 

             การมุ่งแข่งขัน ภายในองค์กร ให้มีระบบจัดอันดับ เน้นตัวเลข ผมไม่แน่ใจว่า ปัญหาที่แท้จริงในองค์กรคืออะไร และการกำหนดการแก้ไขปัญหานี้ สามารถขจัดปัญหานั้นได้หรือไม่  ผมเสนอให้ใช้หลักการแก้ไขปัญหา ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ตามมี่ผมเขียนอธิบายไว้ในความเห็นส่วนตัวที่เขียนตอบในข้อที่ 2 ครับ   การแก้ปัญหา ควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับทรัพยกรมนุษย์/ ภาพลักษณ์ขององค์กร ของลูกค้า   และที่สำคัญ การตัดสินใจแก้ไขปัญหา ก็ควรเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เกิด ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนแห่งความยั่งยืน ด้วย



คำถามที่ 7. จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเขียนพันธกิจขององค์กร (Mission statements) เพื่อวางแผนกลยุทธ์ ใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน

 

ความเห็นส่วนตัวของผม   ในยุคนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกองค์กร ได้แก่ PEST P=Political การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองของโลก ของประเทศ ของเอเชีย  E=Economy การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน อัตราค่าแรง และค่าของเงิน เศรษฐกิจของโลก ของประเทศ  S=Social การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม จำนวนประชากร ฯ  T=Technology การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีฯ 

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้องค์กรที่มีสายตาอันกว้างไกล ต้องมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ ครับ การบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันก็มีหลากหลายวิธี เช่นการ กำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจหลัก วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนและยืดหยุ่นได้

หลายองค์กรจึงใช้หลักการบริหารเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ในองค์กร  ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แน่นอน อยู่ที่สถานภาพขององค์กร ว่าเป็นอย่างไร  ธุรกิจอะไร สถานะทางการตลาดเป็นอย่างไร ความเข้มแข็งของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร เข้มแข็งหรือไม่เพียงใด แต่การมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ดีกว่าไม่มีอะไรเลยครับ  ผมขอแสดงความคิดเห็นไว้เพียงเท่านี้ก่อน  หากท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาองค์กร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เชิญท่านร่วมแสดงความคิดเห็นใน blog นี้ ครับ

 

ขอให้ทุกท่านโชคดี สวัสดีครับ

ยม

น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.2)