สวัสดีค่ะคุณเม้ง
ช่างคิดดีนะคะ..และภาพหนึ่งภาพก็แทนคำได้มากมายเช่นเดียวกัน
สมอง 2 ซีกตลอดจนหน้าที่ของมันทำให้เรามีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นว่าสมองซีกใดมีลักษณะแบบไหน..แต่อย่างที่คุณเม้งว่านั่นแหละค่ะในการทำกิจกรรมใดๆก็ตามย่อมต้องใช้สมอง 2 ซีกประสานกัน มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ เพราะสมองของเราทำงานสลับกัันไปมาตลอดเวลาผ่านสะพานเชื่อมแบบที่คุณเม้งทำให้เห็นนี่แหละค่ะ อุปมาก็คงเหมือนรถ คน สัตว์ที่เดินขวักไขว่สัญจรผ่านเส้นทางต่างๆเพื่อไปมาหาสู่กันระหว่างสองฟากของมหาวิทยาลัยนี่แหละค่ะ
และในขณะที่สมองซีกขวาทำงานก็ใช่ว่าสมองซีกซ้ายจะหยุด เพิกเฉย ( เหมือนเจ้าของสมองแบบเบิร์ดที่มักจะอู้งานเป็นพักๆแล้วแต่จะหาโอกาสได้ ^ ^ ) ..เพราะเค้าก็จะทำงานไปด้วยแล้วแต่ว่า " เนื้องาน " เป็นอย่างไร..เมื่อมี " เนื้องาน " สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็จะทำงานอย่างแข็งขัน.. การทำงานของสมองทั้ง 2 ซีกจึงเป็นการทำงานแบบบูรณาการโดยไม่มานั่งแบ่งแยกว่านี่งานของฉัน นั่นงานของเธอ ( แบบเจ้าของสมองเลยซักนิดนึง )
เมื่อคุยกับนักคณิต ฯ ก็ขอยกตัวอย่างนี้ละกันค่ะ..การเรียนคณิต ฯ ยุคโบราณนั้นจะเน้นแต่กระบวนโจทย์ปัญหาที่มีทางเดียว แต่ในปัจจุบันได้มีการเน้นกลยุทธ์ทางความคิดแบบการแก้ปัญหาเชิงซ้อนและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้สมองทั้ง 2 ข้างใช้งานร่วมกันในเชิงวิชาการ ...มิใช่ " เอียงซ้าย " อย่างแต่ก่อน แต่ก็อีกนั่นแหละค่ะเรายังมีคุณครูู่อยูุ่่อีกหลายๆท่านที่ยังติด ชินกับวิธีคิดแบบดั้งเดิมอยู่ อิ อิ อิ...
เป็นเพราะการทำงานร่วมกันของสมอง 2 ซีกนี่แหละค่ะ ทำให้คนเราแตกต่างกันมากมายทั้งบุคลิกภาพ ความคิด นิสัย ความถนัด สุดแต่ว่าสมองส่วนไหนมีศักยภาพหรือถูก " ฝึกปรือ " มามากกว่ากัน...
การฝึกให้เด็กๆใช้สมองทั้ง 2 ซีกจึงเป็นความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ปกครองทุกๆคน เพราะอะไรก็ตามที่มีพื้นฐานดี ย่อมง่ายต่อการต่อยอดและส่งเสริมอย่างเต็มศักยภาพที่เค้ามี เพราะเราพบกันแล้วว่าอัจฉริยะบุคคลทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จโด่งดัง มักเป็นบุคคลที่ใช้สมองทั้ง 2 ซีกประสานกันอย่างเป็นขั้นตอน..และโครงข่ายโยงใยในสมองก็สามารถพัฒนาเต็มที่ได้ถึง อายุ 25 ปี ! ( จากเดิมเชื่อกันว่าจะแตกราก สาขาของเดนไดรท์ แอกซอนได้ถึงแค่อายุ 16 ปี ...ได้กำไรมาตั้งเยอะแน่ะค่ะ )
ขอบคุณมากค่ะสำหรับบันทึกที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานของสมอง 2 ซีกแบบบูรณาการนั้นเป็นเช่นไร ^ ^
ี