สวัสดีครับทุกท่าน สบายดีกันไหมครับ ผมอยากจะชวนทุกท่านไปเที่ยวกันด้วย Google Earth นะครับ ผมจะชวนมาเที่ยวมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กนะครับ ซึ่งมีอายุมานานแล้วครับ ตอนนี้มีอายุประมาณ 622 ปีครับ มาดูภาพจากมุมสูงก่อนนะครับ กัปตันจะร่อนบอลลูนลงไปให้ต่ำอีกหน่อยนะครับ จะได้เห็นตัวเมืองกันให้ชัดๆนะครับ ตัว เมืองเองไม่ได้ใหญ่มากครับ เมืองไฮเดลเบิร์ก ก็เป็นเืมืองมหาวิทยาลัยครับ มีจำนวนนักศึกษาประมาณ 25% ของประชากรทั้งหมดในเมือง โดยประชากรมีประมาณ 130000 คน เราลงไปดูใกล้ๆ ยิ่งขึ้นนะครับ ด้วย การเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี การกำเนิดมหาวิทยาลัยในยุคนั้น ก็มีจำนวนคณะน้อยครับ หลักๆ ก็มีคณะปรัชญา ซึ่งรวมหลายๆ สาขาเข้าไว้ด้วยกัน ไ่ม่ว่าจะเป็นสายสังคมและวิทยาศาสตร์ครับ แต่เมื่อเทคโนโลยีสูงขึ้น สาขาแต่ละสาขามีการค้นคว้ากันมากขึ้น ทำให้แต่ละสาขานั้นโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะมีการแบ่งคณะออกเพื่อให้จัดการบริหารง่ายขึ้น ตอนนั้น คณะคณิตศาสตร์ ก็อยู่ในคณะปรัชญาเช่นกันครับ ณ ปัจจุบันนี้ เมืองไฮเดลเบิร์ก (ภาษาเยอรมัน อ่าน ไฮเดลแบร์ก) มีแม่น้ำเนคคาร์ แบ่งเมืองเป็นสองส่วน จากภาพจะเห็นฝั่งซ้ายและขวามือ ซึ่งฝั่งซ้ายมือที่เห็นนั้น จะเป็นโซนของสาขาทางด้านการแพทย์ และวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ครับ ส่วนฝั่งทางขวามือจะเป็นโซนของมหาวิทยาลัยเก่าดั้งเดิม ซึ่งจะเป็นทางสายสังคมศาสตร์ ปรัชญา ภาษาและวรรณคดี ซึ่งตึกเรียนและห้องสมุด โรงอาหารก็จะปนรวมกับภาคเอกชน ผสมบูรณาการกันอย่างลงตัว บริเวณชายริมเนินภูเขา ก็จะมีตึกบางคณะอยู่เหมือนกันครับ จาก ภาพด้านบนนี้ ทำให้ผมมองภาพของการแบ่งโซน กันของสายทางวิทย์และสังคมศาสตร์กัน โดยเชื่อมกันด้วยสะพาน ทำให้ผมนึกถึงสมองของคนเราครับ มาดูกันครับว่าทำให้ผมนึกถึงในส่วนไหนครับ (ภาพจากเมล์ ของเพื่อนเอก นะครับ ได้รับแล้วคิดว่ามีประโยชน์กับผู้่อ่านครับ) โดย ที่ซีกซ้ายและขวาของสมองของคนเราก็ต้องมีสะพานเชื่อมกัน จะอยู่แต่ซีกใดซีกหนึ่งนั้นคงไม่น่าจะดีแน่ครับ แต่หากมีการบริหารให้สมองทั้งสองด้านนั้นทำงานสื่อสารกันได้ จะทำให้สมองเรามีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ดังเหมือนมหาวิทยาลัยก็เช่น เดียวกัน ต้องมีการรวมทั้งในด้านทางวิทย์และศิลป์เข้าด้วยกัน บูรณาการสาขาต่างๆให้มีช่องทางการเชื่อมกัน ไม่มีรั้วกั้นระหว่างตัวมหาวิทยาลัยและตัวชุมชน เชื่อมโยงเข้ากันให้เกิดการเกื้อกูลพึ่งพาหาสู่กัน สำหรับสมองเราจะมีการบริหารจัดการอย่างไรให้ทำงานร่วมกันระหว่างทั้งสองซีกนั้น ก็อยู่ที่แนวทางการบูรณาการของแต่ละคนเช่นกันครับ ท่านมีความเห็นเพิ่มเติมอย่างไร ฝากแสดงความเห็นต่อยอดกันได้ครับผม กราบขอบพระคุณมากครับ เม้ง ปล. ขอบคุณภาพทั้งหมดจาก Google Earth และ ฟอร์เวิร์ดเมล์ ของเพื่อนเอกครับ
สวัสดีค่ะน้องเม้ง
วันนี้ ซีกทางขวาค่ะ
ขอบคุณค่ะ..จะทำอย่างไรให้เท่ากันคะ
</ul>
ครูอ้อยนี่โชคดีจริงที่มีน้องชายที่เก่งๆทั้งนั้นเลยค่ะ..ภูมิใจจริงชาตินี้
น้องเอก น้องแอ๊ด น้องเอก น้องเสก น้องมะเดี่ยว น้องหล่า น้องการีม น้องออต น้องเสือ น้องสิงห์ น้อง..วายเยอะแยะไปหมดเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ อ.เม้ง
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
เคยคุยกับชาวเยอรมัน ด้วยความสนุกสนาน ยิ้มแย้มแจ่มใส คุยจนเข้าใจกันดี มีคนบอกว่าเก่งมากๆ คุยกับฝรั่งรู้เรื่อง ดูจะสนุกมาก เห็นยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ สบายมากอยู่แล้ว ก็เยอรมัน เขาฝึกพูดไทย ก็เลยสอนเขาด้วยภาษาไทยล้วนๆ จะไม่ให้แลดูเก่งได้อย่างไร อย่างนี้ถือว่าใช้สมองซีกไหนคะ
</ul>
แล้วอะไรที่เป็นนิวรณ์มาสกัดกั้นไม่ให้มีการสร้างสะพาน...หรือมีสะพานแล้วมีเศษขยะอะไรที่มาสกัดกั้น ไว้....แล้วจะกำจัดขยะนิวรณ์ที่ว่านี้อย่างไร.....แล้วๆๆๆๆๆ???
</ul>
</ul>
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
ช่างคิดดีนะคะ..และภาพหนึ่งภาพก็แทนคำได้มากมายเช่นเดียวกัน
สมอง 2 ซีกตลอดจนหน้าที่ของมันทำให้เรามีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นว่าสมองซีกใดมีลักษณะแบบไหน..แต่อย่างที่คุณเม้งว่านั่นแหละค่ะในการทำกิจกรรมใดๆก็ตามย่อมต้องใช้สมอง 2 ซีกประสานกัน มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ เพราะสมองของเราทำงานสลับกัันไปมาตลอดเวลาผ่านสะพานเชื่อมแบบที่คุณเม้งทำให้เห็นนี่แหละค่ะ อุปมาก็คงเหมือนรถ คน สัตว์ที่เดินขวักไขว่สัญจรผ่านเส้นทางต่างๆเพื่อไปมาหาสู่กันระหว่างสองฟากของมหาวิทยาลัยนี่แหละค่ะ
และในขณะที่สมองซีกขวาทำงานก็ใช่ว่าสมองซีกซ้ายจะหยุด เพิกเฉย ( เหมือนเจ้าของสมองแบบเบิร์ดที่มักจะอู้งานเป็นพักๆแล้วแต่จะหาโอกาสได้ ^ ^ ) ..เพราะเค้าก็จะทำงานไปด้วยแล้วแต่ว่า " เนื้องาน " เป็นอย่างไร..เมื่อมี " เนื้องาน " สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็จะทำงานอย่างแข็งขัน.. การทำงานของสมองทั้ง 2 ซีกจึงเป็นการทำงานแบบบูรณาการโดยไม่มานั่งแบ่งแยกว่านี่งานของฉัน นั่นงานของเธอ ( แบบเจ้าของสมองเลยซักนิดนึง )
เมื่อคุยกับนักคณิต ฯ ก็ขอยกตัวอย่างนี้ละกันค่ะ..การเรียนคณิต ฯ ยุคโบราณนั้นจะเน้นแต่กระบวนโจทย์ปัญหาที่มีทางเดียว แต่ในปัจจุบันได้มีการเน้นกลยุทธ์ทางความคิดแบบการแก้ปัญหาเชิงซ้อนและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้สมองทั้ง 2 ข้างใช้งานร่วมกันในเชิงวิชาการ ...มิใช่ " เอียงซ้าย " อย่างแต่ก่อน แต่ก็อีกนั่นแหละค่ะเรายังมีคุณครูู่อยูุ่่อีกหลายๆท่านที่ยังติด ชินกับวิธีคิดแบบดั้งเดิมอยู่ อิ อิ อิ...
เป็นเพราะการทำงานร่วมกันของสมอง 2 ซีกนี่แหละค่ะ ทำให้คนเราแตกต่างกันมากมายทั้งบุคลิกภาพ ความคิด นิสัย ความถนัด สุดแต่ว่าสมองส่วนไหนมีศักยภาพหรือถูก " ฝึกปรือ " มามากกว่ากัน...
การฝึกให้เด็กๆใช้สมองทั้ง 2 ซีกจึงเป็นความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ปกครองทุกๆคน เพราะอะไรก็ตามที่มีพื้นฐานดี ย่อมง่ายต่อการต่อยอดและส่งเสริมอย่างเต็มศักยภาพที่เค้ามี เพราะเราพบกันแล้วว่าอัจฉริยะบุคคลทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จโด่งดัง มักเป็นบุคคลที่ใช้สมองทั้ง 2 ซีกประสานกันอย่างเป็นขั้นตอน..และโครงข่ายโยงใยในสมองก็สามารถพัฒนาเต็มที่ได้ถึง อายุ 25 ปี ! ( จากเดิมเชื่อกันว่าจะแตกราก สาขาของเดนไดรท์ แอกซอนได้ถึงแค่อายุ 16 ปี ...ได้กำไรมาตั้งเยอะแน่ะค่ะ )
ขอบคุณมากค่ะสำหรับบันทึกที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานของสมอง 2 ซีกแบบบูรณาการนั้นเป็นเช่นไร ^ ^
ี
</ul>
</ul>