ขอบคุณ “พี่แอ๊ว” ครับ ที่ช่วยทวนคำถามทำให้คำถามชัดเจนขึ้นครับ ผมเองฟังในคำถามในห้องบรรยายอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เลยจับประเด็นมาบันทึกไม่ครบถ้วนครับ เมื่อมีคำถามชัดแล้วผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนในคำถามนี้ดังต่อไปนี้ครับ
ผมเข้าใจคำถามตามภาษาผมดังนี้ว่า “กรรมและผลของกรรมจะไปสู่ภพอื่นได้อย่างไรเมื่อคนตายไปแล้ว?” ไม่แน่ใจว่าจะถูกหรือเปล่านะครับ เอาเป็นว่าจากการ “ตีความ” คำถามแบบนี้ ขอจะพยายามตอบดังนี้ครับ
เรื่องนี้ผมขอคัดลอกข้อความจากหนังสือของ Ven. Dr. W. Rahula ในส่วนที่กล่าวถึงขันธ์ห้า ดังต่อไปนี้ครับ พี่อ่านแล้วหากสนใจหนังสือมีจำหน่ายที่มหาจุฬาบรรณาคารครับ จะได้มีประเด็นที่แลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่อไปครับ
“…being is nothing but a combination of physical and mental forces or energies. What we call death is the tatal non-functioning of the physical body. Do all these forces and energies stop altogether with the non-functioning of the body? Budhdism says ‘No’. Will, volition, desire, thirst to exist, to continue, to become more and more, is a tremendous force that moves whole lives, whole existences, that even moves the whole world.” pp. 32-33.
จากข้อความที่ผมยกมานี้ ”พี่แอ๊ว” อาจจะเริ่มมองเห็นคำตอบหรืออาจจะเริ่มเข้าใจเรื่องกรรมว่า “กรรมมีการไหลเวียนและให้ผลตลอดเวลา เวลาคนตายลง เป็นการตายแค่กาย จิตไม่ได้ตายหรือดบ เพราะยังมีกระบวนการสืบเนื่องตลอดเวลา จิตจะดับก็ต่อเมื่อหยุดการปรุงแต่งอย่างสนิท” เรื่องกายดับแต่จิตไม่ดับนี้ ท่านเปรียบกับสถานการณ์ที่คนธรรมพอนึกออกได้แก่เรื่อง “เวลาคนเรานอนหลับ” ครับ ไม่ทราบว่าผมตอบเข้าประเด็นหรือเปล่าครับ
คำอธิบายอีกแนวหนึ่งที่ท่านพยายามอธิบายเรื่องกรรม โดยท่านไปเปรียบกับรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ว่านั่นแหละ เป็นการถ่ายทอดกรรม โดยมีตัว “จิต” เป็นตัวบันทึกรหัสกรรมนั้น ท่านให้เหตุผลว่า มนุษย์มีการสั่งสมกรรมตลอด นับแต่อภัสราพรหมลงมากินง้วนดิน จนกลายเป็นมนุษย์แล้ว การสั่งสมกรรมนั้นจะเพิ่มจำนวนรหัสกรรมขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจำนวนรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ มีจำนวนใกล้เท่ากันหรือเคียงกันกับจำนวนปีที่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาบนโลก (นับตั้งแต่เซลล์เดียวจนถึงมนุษย์)
หนังสื่อชื่อ “รหัสกรรม” ของท่าน นวองคุลี พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ DMG น่าจะเป็นแหล่งค้นคว้าที่พอเพิ่มความกระจ่างแก่ “พี่แอ๊ว” ได้เป็นลำดับครับ ผมอ่านเล่มนี้แล้ว ก็เพิ่มพูนความเข้าใจสำหรับตัวเองขึ้นกว่าก่อนอ่านมากทีเดียวครับ
ผมเชื่อว่า “พี่แอ๊ว” มาที่นี่เพื่อความรู้ครับ ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายเดียวกับผม ฉะนั้นหากมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อสร้างความรู้ที่สูงกว่าความรู้ระดับ “การจำข้อมูล” ไปสู่ความรู้ระดับ “ความเข้าใจ” ผมยินดีแลกเปลี่ยนอย่างเต็มที่ครับ เพราะผมเชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความรู้ระดับ “ความเข้าใจ” เป็นกระบวนการที่เป็น “Reflexivity” ของการสานเสวนากับการคิดวิเคราะห์ครับ นี่ก็ไม่ใช่ฝรั่งเช่นกันครับ เรื่องนี้คือ “สุตตมยปัญญา” และ “จิตตมยปัญหา” ที่พี่แอ๊วเคยสานเสวนากับ “น้องยุ้ย” เมื่อคราวนั่งรถไปแคมป์สนครับ
สำหรับหนังสือเล่มหลังนี้ “พี่แอ๊ว” อ่านแล้วตีความอย่างไร ผมจะดีใจมากหากมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกันครับ
ด้วยความเคารพ
สวัสดิ์