เพิ่มเติมความเห็น สักเล็กน้อย
วัฒนธรรม ยังคงต้องพิจารณาจาก ความงอกงามเป็นหลัก ที่คุณแอมแปร์ กล่าวแสดงความคิดเห็นทั้งหมดนี้ ดูแล้วเหมือนจะได้ความรู้มากมาย ถ้าไม่ติดหล่มภาษา และยึดแน่นกับหลักคิดของการสื่อสาร
วัฒนธรรม มีความหมายที่เรียบง่าย คือวิถีที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความงอกงาม ..ส่วนจะเป็นของใครน้น ก็ต้องตอบว่า เป็นของเจ้าของวัฒนธรรม ต้นไม้แตกกิ่งก้านได้หลากหลายฉันใด วัฒนธรรมก็แตกกิ่งก้านได้คล้ายกัน
การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ไม่มีถูกหรือผิด ไม่มีในกระแสหรือนอกกระแส กระแสหลัก หรือกระแสรอง สิ่งเหล่านี้ เป็นคำพูด ที่ปั้นขึ้นมาเพื่ออธิบายความหมาย / ความคิดของผู้ที่จะพยายามให้คำตอบกับสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ เรียกได้ว่า กำลังปักหมุดเป็นระยะ ๆ เพื่อเวลามองย้อนกลับมาจะได้ทำความเข้าใจได้ทีละขั้นทีละตอน เหมือนหลักวิชาการวิจัยที่ นิยมสอนกันในโรงเรียนใหญ่ ๆ หรือมหาวิทยาลัย
ความเหมาะสมของวัฒนธรรม จะพิสุจน์ได้อย่างจริงแท้ ด้วยชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งใดเหมาะสมกับความเป็นอยู่ ก็จะเป็นวัฒนธรรมที่งอกออกไป ถ้าช่วยให้คนอยู่รอดได้อย่างเหมาะสม ตามเหตุและปัจจัย การนั้นก็เรียกว่า งอกงาม บางอย่างถ้าจงใจปั้นให้งอกออกไป มันก็เกินความต้องการปกติ นานไปสิ่งนั้นก็หายไปเอง การงอกเช่นนี้ของวัฒนธรรม ก็เป็นการงอกเกิน ไม่ใช่งอกงาม
น่าเสียดายที่โรงเรียนใหญ่ ๆ หลายแห่ง สอนตามตัวหนังสือ สรุปเอาตามตรรกะของ ภาษา มากกว่ามองความเป็นจริง ตามเหตุและปัจจัยความจริง
ตอนนี้ สสส. เอย สวช. หรือกระทั่งสำนักนายกฯ กำลังเกิดอาการ สำลัก วัฒนธรรม นึกว่าต้องสร้าง ต้องปั้น ต้องหนุนกันสุดฤทธิ์ วัฒนธรรมไทยจึงจะอยู่รอดได้
คำพูดเก๋ ๆ ที่ว่า อุตสาหกรรมวัฒนธรรมนั้น เป็นเพียงคำจำกัดความของสินค้าชนิดหนึ่ง ที่มีความเป็นมาใกล้ชิดและอธิบายได้ตามประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้น ๆ แต่ความเป็นวิถีชีวิตเหล่านั้นจะนำมาผลิตเป็นสินค้าไม่ได้หรอก สิ่งที่เอามาขายกัน เป็นเพียงข้าวของเครื่องใช้ ในรอยทางชีวิตช่วงหนึ่ง ๆ ของสังคมนั้น ๆ เป็นส่วนหนึ่งในร้อยของวิถีวัฒนธรรม
ถ้าเราสร้างข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ มากเกินไป เร็วเกินไป เราจึงก้าวไปสู่ความหมายของการสร้าง อุตสาหกรรมวัฒนธรรมจริง ๆ ซึ่งถึงวันนี้ วัฒนธรรมก็ล่มสลายพอดี
เมืองไทยวันนี้ จึงไม่เหลืออะไรทีเป็นของไทย หรือแม้แต่ของที่จะสะท้อนความเป็นไทย เรามีของที่ทำในเมืองไทย ทำโดยคนไทย แต่ไม่มีของไทยไทย เหลือแล้ว หรือมีก็น้อยมาก