สวัสดีด้วยความระลึกถึงยิ่งค่ะ พี่กรเพชร
หลังจากอ่านบันทึกที่น่าสนใจมากนี้เสร็จแล้ว แอมแปร์ใช้เวลาตัดสินใจสิบสามวิ ก่อนจะคลิก กดที่นี่เพื่อเพิ่มความคิดเห็น เนื่องจากรู้สึกว่าเรื่อง วัฒนธรรม นี้ เป็นเรื่องใหญ่และละเอียดอ่อนมาก เกินความรู้ที่แอมแปร์มี แต่แอมแปร์ต้องทำหน้าที่สอนและฝึกเด็กในฐานะครูนิเทศศาสตร์และครูภาษาไทย
แอมแปร์จึงอยากสื่อสารกับผู้ใหญ่สักท่าน ที่เป็นผู้รู้ (ที่รู้จักเราเพื่อเขาจะได้ไม่เข้าใจเราผิด) เพื่อให้เขาช่วยชี้แนะ แอมแปร์จะได้หายสับสนและจะได้เดินได้ถูกทาง
ก็เลยมาลงตัวที่บันทึกนี้ของพี่กรเพชร เพราะพี่เป็นพี่ของแอมแปร์ : )
ดังนั้นต่อไปนี้ จึงเป็นความเห็นจากใจของน้อง ด้วยความเคารพนะคะ
เมื่อก่อนความหมายของคำว่า วัฒนธรรม ที่แอมแปร์เรียนในห้องเรียน เป็นความหมายเชิงบวก คือบวกคำว่า "เจริญงอกงาม" เข้าไปด้วย เวลาตอบข้อสอบปรนัยสมัยเรียน จึงต้องเลือกข้อที่มีคำว่า "เจริญงอกงาม" : )
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา(อันกำหนด วันที่ เดือน ปี เป็นที่แน่นอนมิได้) ความหมายของคำว่า วัฒนธรรม ในสังคมศาสตร์ ก็เปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าความหมายหลัก จะอยู่ที่คำว่า วิถี ส่วนจะเป็นวิถีแบบใดนั้น ก็ว่ากันไปตามปริบทแห่งกลุ่มชนนั้น
ความหมายของคำว่า วัฒนธรรม จึงดูขรึมขลังแต่คลุมเครือ (สำนวนท่านอาจารย์วิพุธ) อยู่ในบางครั้ง เพราะหากมองว่าเป็นความเจริญงอกงาม ก็ต้องอ้างอิงว่าอยู่ในปริบทใด และของคนชุดใด และความเจริญงอกงามนั้น ให้คุณแก่ใคร และให้คุณ (หรือเป็นมงคล)อย่างไรบ้าง
ขออนุญาตไม่ใช้คำว่า ประโยชน์ นะคะ เพราะเมื่อเพิ่มคำว่า ผล เข้าไปข้างหน้า วัฒนธรรม ก็จะถูกลดทอนเหลือเพียงแค่วิถี อันให้ประโยชน์ต่างตอบแทนเป็นตัวเงิน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับสินค้า ผู้ผลิตวัฒนธรรม (ให้ผู้อื่นมาเยี่ยมชม)ที่เป็นมนุษย์ตาดำๆ ก็จะถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ให้เหลือเพียงความเป็น product (ใช้คำนี้ได้อารมณ์ดี) ซึ่งอันนี้แอมแปร์ไม่ทราบจะคุยอะไรต่อ
คืออะไรๆก็ตามในโลกนี้ ทันทีที่ซื้อขายกันได้ด้วยเงินแล้ว ก็ออกจะมี มูลค่า และดูจะลด คุณค่า ทางจิตใจไปในทันที
ถ้าเราสามารถสื่อสารกับเด็กๆของเราให้ชัดว่าวัฒนธรรมคืออะไร และวัฒนธรรมชุดใดบ้างที่เราพึงสืบทอด (และกล้าบอกตรงๆว่าวัฒธรรมชุดใดที่เป็นวิถีการค้า ที่พึงคิดให้ดีก่อนรับเข้ามา บอกเด็กๆของเราตั้งแต่เล็ก อย่ารอให้อ่านไปสอบตอนโต) หากเราสร้างให้เกิดจิตสำนึกตระหนักรู้ และรู้เท่าทันได้ดังนี้ เราจึงจะ"สู้" กับวิถี ทั้งวิถีที่ฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้เป็น ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอยากให้เป็น กับวิถีที่ที่ไม่พึงประสงค์ และไม่ควรเป็นในตอนนี้ได้
รู้สึกเห็นด้วยกับพี่เป็นอย่างยิ่งว่า ถึงคราวที่ต้อง "กู้ชาติ" กันแล้วจริงๆ
และหากเชื่อตรงกันว่าภาษาส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม หนังสือเรียนสำหรับเด็กอนุบาล ประถม และมัธยม ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรม ต้องกล้าเปลี่ยนกันใหม่ทั้งกุรุส ผู้เขียนต้องรู้วิธีเขียนเพื่อสร้างความหมายที่จับใจเด็ก และต้องมีวิธีอธิบายความหมายที่ใจกว้างหน่อย แต่ฉลาดลึกซึ้งที่จะบอกว่า อันความหลากหลายที่ว่ามาทั้งหมดนั้น หนูเอ๋ย แบบที่จะป็นคุณกับชีวิตหนูน่ะ หน้าตาเป็นเช่นนี้ แลนา
แล้วครูก็มีหน้าที่ถามต่อจากหนังสือ(ดีๆเล่มนั้น)ว่า หรือหนูคิดว่าไง จากนั้นก็อภิปรายกันสนั่นหวั่นไหวในชั้นเรียน เพื่อให้เกิดความแตกฉาน(ที่ไม่ซ่านเซ็น)ทางสติปัญญา เด็กๆเขาจะได้กล้าที่จะไปคิดตั้งคำถามต่อ
หนังสือเรียนจะได้จับมือช่วยกันกับสื่ออื่นๆได้ ไม่ใช่หนังสือเรียนไปทาง สื่อ(กระแสหลัก)ไปอีกทาง แถมยังไปด้วยกันในทิศทางตรงกันข้ามอีกต่างหาก : )
หนังสือเรียน(ขอประทานโทษนะคะ)แบบที่เขียนนิยามศัพท์มาให้ตอบได้เฉพาะตอนสอบเอ็นท์ โดยไม่ตระหนักถึงความลึกซึ้งของคำว่า วัฒนธรรม นั้น น่าจะลดให้เหลือน้อยลง
แอมแปร์คิด(และยังเชื่อด้วยชีวิต)จนบัดนี้ว่า วัฒนธรรมไทย (ซึ่งแอมแปร์ก็ไม่ใคร่เข้าใจลึกซึ้งนักว่าคืออะไรแน่) ที่ยังพอรับมือกับ "การถูกกลืนและความล่มสลาย" ได้นั้น คือวัฒนธรรมแบบ "ครอบครัวไทย" ซึ่งก็อาจง่อนแง่นโงนเงนไปบ้างในบางจังหวะของบางครอบครัว แต่ก็ยังเป็นเชือกเหนียวแน่นเส้นใหญ่ ที่ยึดโยงสังคมไทย(ส่วนมาก)ไว้
และยังคงอยู่ไปได้อีกนาน ตราบเท่าที่เรายัง"ช่วยกันสร้างความตระหนักถึงความลึกซึ้งของความหมาย ของคำภาษาไทย ที่เราใช้สื่อสาร(เพื่อส่งผ่านความหมาย และสร้างความหมายในใจของกันและกันของวัฒนธรรมครอบครัว)เพื่อพากันไปให้รอด" ไม่ใช่ต่างคนต่างเอาตัวรอดกันไป
แอมแปร์พิมพ์ประโยคอย่างยาวข้างต้นเพราะอยากสื่อให้ครบความนะคะ
ตัวอย่างชัดๆของการสื่อสารแบบสายใยครอบครัว ใน GotoKnow หลังจากใช้คำว่าคุณ เพื่อแสดงความสุภาพและให้เกียรติแล้ว จากนั้นเมื่อเริ่มคุ้นเคย ก็จะเริ่มใช้คำเครือญาติ และนับเรียงพี่เรียงน้องกัน ผิดบ้างถูกบ้างจนลงตัวอย่างน่ารัก
แล้วก็นำไปสู่การสื่อสารกันเป็นเครือข่าย ที่สามารถจะทำให้เกิดสิ่งดีๆในสังคมไทยได้อีกมากมาย ดังบันทึกความในใจ ของคุณสิงห์ป่าสัก บันทึกนี้ (แอมแปร์เลือกบันทึกนี้เป็นตัวแทนบันทึกอีกนับร้อย ของพ่อครูบาสุทธินันท์และของพี่ๆน้องๆอีกหลายท่าน ที่สื่อความไปในทิศทางดีงามเดียวกันนี้)
การสื่อสารแบบสายใยครอบครัว ยังคงเป็นรากแก้วของการสื่อสารสารแบบไทย คำเครือญาติจะยังช่วยยึดโยงการผลิตซ้ำความหมาย และความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ในสังคมไทยไปได้อีกนาน (คือแอมแปร์ยังหวังว่าจะได้อีกนาน)ทั้งสังคมชาวบ้านและสังคมชาวเมือง ไม่ว่าจะอยู่ชนชั้นใดก็ตาม
แต่ผู้สื่อสาร จำต้องตระหนักในคุณค่าของความหมาย ของคำที่พูดออกมาด้วย และหากฝึกนิสัย "การตระหนักรู้ และเห็นคุณค่าของความหมาย" ของคำที่เลือกมาพูด (หรือสื่อสาร)ให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นคุณูปการเหลือคณานับ
แอมแปร์เคยสงสัยว่าทำไมหลายๆครั้ง ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ จึงต้องอรรถาธิบายคำหนึ่งคำ อย่างยืดยาว เห็นทั้งที่มาที่ไป เห็นการกลืนกลายความหมาย เห็นไปถึงผลที่เกิดขึ้นเมื่อความหมายนั้น "กลาย" ไปเสียแล้ว ทำให้เห็นว่า"ผล"ที่เกิดจากการ "กลาย" โดย....ไม่สนใจที่มา ไม่รู้ที่ไป และอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ไม่สนใจ.... นั้น น่ากลัวนัก เพราะคนที่ฉลาดกว่า เขาก็จะบิดเบือนความหมายเอาโดยง่าย
เพราะ ..."คนเราจะรู้และคิดได้เท่ากับภาษาและสัญลักษณ์ที่เรามี"....
บันทึกของท่านอาจารย์พิสูจน์ เรื่อง การเขียนอักษรย่อ จึงเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งทางภาษา และวิธีคิดทางภาษาที่น่าสนใจนะคะ ถึงจุดๆหนึ่ง ความนิยมของคนหมู่มากจะเป็นที่ยอมรับ ที่เคยผิดอาจจะกลายเป็นถูก
วัฒนธรรมการเรียนรู้ภาษา ก็คงต้องเปิดกว้างขึ้น มองภาษาในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรฝึกคนในชาติให้มีวิธีคิดวิเคราะห์ พิจารณา ไตร่ตรอง มิใช่เพื่อให้ต่อต้านความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่รู้คิด แต่เพื่อให้รู้เท่าทัน และรู้วิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลง อย่าง"ตระหนักรู้ถึงผลอันจะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงนั้น ทั้งผลที่เกิดขึ้นตรงๆ ผลกระทบทางอ้อม และผลที่จะสืบเนื่องไปถึงลูกถึงหลานของเราด้วย
"เพราะคนเราจะรู้และคิดได้เท่ากับภาษาและสัญลักษณ์ที่เรามี" (พ่อบอกว่ามีใครคนหนึ่งกล่าวไว้ อ้างอิงไม่ถูก แต่แอมแปร์ชอบใจนัก)
นอกจากถ้อยคำภาษาที่ใช้แทนการสร้างความหมาย เพื่อสื่อสารกัน เพื่อส่งต่อและสืบทอดความหมายของ "วัฒนธรรมครอบครัว รากแก้วของสังคมไทย"แล้ว ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนชุดต่างๆในสังคม(อันเนื่องมาจากสภาพสังคมปัจจุบัน) ก็ยังส่งผลต่อ "วัฒนธรรมครอบครัว รากแก้วของสังคมไทย" อย่างลึกซึ้ง รวดเร็ว และอาจจะรุนแรงด้วย(ในอนาคต) ดังบันทึกเรื่องผู้สูงอายุ ของคุณศศินันท์
(แอมแปร์ดีใจจริงๆที่คุณศศินันท์เข้ามาสื่อสารในโกทูโนว์นะคะ)
คืออย่างนี้นะคะพี่กรเพชร พอพ้นจากเรื่อง(วัฒนธรรมทาง)ภาษาและการสื่อสารแล้ว แอมแปร์ก็เริ่มจะหมดมุก เพราะวัฒนธรรมนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายนัก แต่เนื้อหาคือการสืบทอดอะไรบางอย่าง เพื่ออะไรอีกหลายๆอย่าง
นอกเหนือจากการบอกให้รู้ว่า มีอะไรอยู่ที่ไหนบ้างแล้ว ถ้ามีวิธีทำให้ (คือแปลให้) คนที่กำลังผลิตวัฒนธรรมเหล่านี้ มองเห็นความหมายอันลึกซึ้งของเนื้อหา เขาจะเห็นคุณค่าที่แท้ ที่อยู่เบื้องหลังรูปแบบ และส่งไม้ต่อมือกันได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง และวัฒนธรรมชุดนั้นๆ ในถิ่นนั้นๆจะค่อยๆปรับปรนจนเกิดการตระหนักรู้ในคุณค่าอย่างต่อเนื่องไปเอง
เรื่องการทำแผนที่ทางวัฒนธรรมนี้ แอมแปร์ยังไม่มีความรู้ ดังนั้นแอมแปร์จะรีบไปหาความรู้อย่างรวดเร็ว แนวคิดพิพิธภัณฑ์ความรู้แห่งชาติ ซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรมแล้วนั้นก็มีคุณค่านัก แอมแปร์ก็ต้องไปหาความรู้และไปคิดต่อว่าแอมแปร์จะทำอะไรในที่ๆแอมแปร์อยู่ได้บ้าง เท่าที่กำลังจะพอมี อะไรที่ทำเพื่อชาติได้ในตอนนี้ แอมแปร์ก็เชื่อว่าทุกคนยินดีทำ
สุดท้ายนี้ขอบพระคุณพี่กรเพชรมากๆนะคะ ที่เขียนบันทึกดีๆให้ได้อ่าน ได้รับทราบว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านกำลังหาแนวทางอย่างดีที่สุดในการสืบทอด"ความเป็นชาติ"ไทยของเรา ขอบคุณพี่อีกที ที่กรุณาอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ แม้ว่าแอมแปร์จะเขียนวนๆแบบหาทิศไม่ใคร่เจอ และขออภัยท่านที่แวะเข้ามาอ่าน ที่ความเห็นนี้ยืดยาวเกินไป ...แต่หากท่านกรุณาอ่านจนจบก็ขอขอบพระคุณยิ่งนะคะ : )