การแลกเปลี่ยน ต้องแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมไม่ว่าจะใช้คำพูดอย่างไรเรื่องการทอนของที่เห็นจะมี ทอนของวัด (ของสงฆ์) และ ของบุคคล (ภิกษุ สามเณร) ถ้าเป็นของวัด ก็จะทำแบบผาติกรรม คือหาของที่ราคาประมาณกันมาแลกเปลี่ยน ซึ่งทางวัดคงจะตีราคาบอกไม่ได้ โยมจะเป็นผู้ประเมินและนำสิ่งของที่ราคาประมาณกัน ขาดเหลือก็ไม่น่าจะเกินครึ่งมาแลกเปลี่ยน ปัจจุบันจะใช้ธนบัตรรัฐบาล มาแลกเปลี่ยน สำหรับสงฆ์เป็นผาติกรรม ส่วนของบุคคลตามพระวินัยแล้วทำไม่ได้ เพราะไม่มีผาติกรรมสำหรับบุคคล ของส่วนตัวภิกษุและสามเณรท่านว่าจะแจกหรือสละให้แก่คฤหัสถ์ได้ แต่ต้องระวังอย่าทำสัทธาเทยยของชาวบ้านให้ตกไป และระวังในเรื่องการประจบประแจงคฤหัสถ์ ที่เรียกว่า กุลทูสกะ ดังนั้น
ภิกษุ ซ้ือขายด้วยรูปิยะ ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
ภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์ต้อง นิสสัคคีย ปาจิตตีย์
โย ปน ภิกฺขุ นาัปฺปการกํ รูปิยสํโวหารํ สมาปชฺเชยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ.
โย ปน ภิกฺขุ นาัปฺปการกํ กยวิกฺกยํํ สมาปชฺเชยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ.
ส่วนที่ว่าทอนของวัดดีกว่าได้ทำบุญนั่น บุญที่หมายถึงทานหละก็ไม่ใช่แน่ เพราะเป็นการแลกเปลี่ยน ถ้าจะเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า ทอนของวัดดีกว่าถูกกว่าของที่ร้านอันนี้ฟังได้ บางครั้งทอน (ผาติกรรมเพื่อกำไรก็มี) เช่นที่วัดรื้อกุฏิไม้ แล้วมาทำผาติกรรมไม้นั้นไป ถ้าเป็นไม้ที่ใช้การไม่ได้ เอาอะไรมาแลกเปลี่ยนก็ดีึครับ แต่ไม้ที่ใช้การได้แถมแพงชะด้วย แล้วเอาของราไม่ถึงครึ่งมาแลกเปลี่ยน เช่นราคาไม้ 1,000 แต่ผาติกรรมไป 1,000 อันนี้รู้นะว่าคิดอะไร