คุณเอกครับ P

  • ผมพบว่าหลายๆครั้ง ผมนิยามคำว่าการทำวิจัย ไม่ตรงกับชาวบ้าน ชาวเมืองหลายๆคน แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็นหลักครับ ตราบใดที่เราคิดว่า สิ่งที่ทำเป็นการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นงานหรืออะไรก็ตามที่อยากจะทำ แล้วทำให้มันดีขึ้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น และสมควรทำอย่างยิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการทำด้วยกระบวนการทางวิจัยหรือไม่
  • ในความหมายของผม ซึ่งอาจจะแตกต่างจากทฤษฎีอื่นๆ งานวิจัย คือการตอบคำถาม เพราะฉะนั้น สิ่งเริ่มต้นของงานวิจัย คือคุณต้องมีคำถามที่ยังสงสัยอยู่ เพื่อที่จะหาคำตอบ  ซึ่งวิธีการตอบคำถามนี่แหละ ที่จะบอกว่างานนั้นเป็นงานวิจัยหรือไม่
  • ผมอธิบายความเพิ่มเติมอีกนิดนะ คือคำถามทุกคำถามที่ถามขึ้น มันต้องมีแนวทางในการตอบคำถาม วิธีการในการตอบคำถามนี่แหละ ถ้าใช้วิธีการบ้านๆ หรือใช้ประสบการณ์ของเรา ก็ตอบคำถามได้แล้ว แต่ถ้าถามว่าคุณแน่ใจได้อย่างไรว่า ประสบการณ์ของคุณที่คุณตอบคำถาม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง.....ทีนี้แหละ ก็ต้องใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาจับ ตั้งแต่การออกแบบวิธีการ การเก็บตัวอย่าง การทำการทดสอบ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การใช้สถิติช่วย โอ้ย สารพัด ล้วนเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ ทำซ้ำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตอบนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ ซึ่งไอ้อย่างหลังนี่แหละ ที่ผมเรียกว่า งานวิจัย ซึ่งเป็นไปเพียงเพื่อให้พิสูจน์ได้ ว่าคำตอบของเราน่าเชื่อถือ มากกว่าที่จะบอกว่า.....จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาชั่วชีวิต ผมคิดว่า........(แม้ว่าคำตอบของสิ่งนั้นจะเหมือนกันก็ตาม)
  • หัวใจของงานวิจัยคือ กระบวนการ.....อันนี้ผมไม่แน่ใจนะ ขึ้นอยู่กับว่าเราตีความ คำว่ากระบวนการนี้ครอบครุม และกว้างแค่ไหน .....งานวิจัย....ถ้าผมตอบแบบไม่เป็นวิจัย ....ผมขอตอบว่า หัวใจของงานวิจัย อยู่ที่การตอบคำถามอย่างไร ให้น่าเชื่อถือ ไอ้คำว่าน่าเชื่อถือนี่แหละ คือวิธีการในการทำงานวิจัย เพราะมีอีกตั้งหลายร้อยหลายพันวิธี  เป็นเส้นตรงกว่าด้วย ไม่ต้องโค้งคดเคี้ยว เป็นพันโค้ง เพื่อที่จะพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เหมือนที่งานวิจัยทำ ไอ้คำว่าน่าเชื่อถือนี่แหละ ที่ทำให้ทำไมเราต้องเก็บตัวอย่างเป็นร้อย เก็บเพียง 10 ตัวอย่างไม่ได้เหรอ  ไอ้คำว่าน่าเชื่อถือนี่แหละ ทำให้เราต้องขวนขวายไปหาตำราทางสถิติมานั่งอ่าน หรือสอบถามผู้รู้ ทั้งๆที่ข้อมูลมันก็เห็นอยู่โทนโท่จะให้สรุปให้แตกต่างจากที่เห็นได้อย่างไร
  • มาอีกเรื่อง คือการหลุดกรอบ..... ถ้าหมายถึงกรอบการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว เราหลุดออกไปไม่ได้ครับ เพราะถ้าหลุดออกไปแล้ว สิ่งที่ตามมาคือคำตอบของเรายังจะน่าเชื่อถืออยู่อีกหรือไม่ แต่ถ้ากรอบของการคิดล่ะก้อ ผมคิดว่า เราหลุดกรอบได้ตลอดเวลา และสมควรอย่างยิ่งที่ไม่ควรจะมีกรอบครอบความคิดไว้ อันจะทำให้ลดความคิดสร้างสรรค์ลงไป ผมเรียนสายวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด การเรียนวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีกรอบของการคิด ติดอยู่บนหลักของเหตุผล ที่เรามักจะตอบตัวเองว่า....อย่างนี้ได้ ....อย่างนั้นไม่ได้.....หรือ 1+1 มันต้องได้เท่ากับ 2 จะเป็นอื่นไปไม่ได้   มีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อขนมไป 5 บาท จะได้เงินทอนกี่บาท .....บทเรียนสายวิทยาศาสตร์สอนให้ผมตอบว่า ได้เงินทอน 5 บาท เป็นคำตอบสุดท้าย ซึ่งอาจไม่เป็นจริงครับ เพราะในชีวิตจริง เจ้าของร้านอาจไม่มีเหรียญ ห้าบาทไว้ทอน จะทอนเหรียญบาทให้ก็อาจมีไม่พอ ก็เลยทอนให้ 4 บาท กับลูกอมอีก 2 เม็ด เห็นไหมว่า การมีกรอบทำให้เรายึดติด และการเรียนสายวิทยาศาสตร์ กรอบของเหตุผลนี่แหละ ที่ทำให้คนขาดความคิดสร้างสรรค์ ผมเคยเรียนปริญญาโทร่วมกับคนที่จบมาทางสายศิลป์ ผมค่อนข้างประหลาดใจว่า ทำไมคนเหล่านี้ ถึงคิดอะไรได้แปลก และแหวกแนว ซึ่งคนอย่างผม มักจะคิดไปไม่ถึง ผมมาถึงบางอ้อ....อ๋อ...ก็เขาไม่มีกรอบของเหตุผลมาคิดไง สิ่งที่เขาคิด มีเพียง ปัญหา และ ทางแก้ปัญหา ทุกอย่างเปิดหมดสำหรับเขา ทุกคำตอบล้วนสามารถแก้ปัญหาได้ อันจะทำให้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับเรา สุดท้ายเมื่อได้ทางเลือกที่หลากหลาย แล้วค่อยมาหาข้อสรุป โดยการ take ค่า probability เข้าไป ผมหมายถึงว่า ดูว่าแต่ละทางเลือกนั้นมีโอกาสความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นกับปัจจัยอื่นอีกหรือไม่ แล้วค่อยเลือกทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
  • การหลุดออกจากกรอบของเหตุผล  ช่วยให้เรามองเห็นทางเลือกในการตอบคำถามได้กว้างขวางขึ้นครับ แล้วการ take ค่า prob เข้าไป เป็นการดึงกลับเข้ามาสู่โลกของความเป็นจริง ทำให้เราได้วิธีการที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากขึ้น ด้วยวิธีการที่อาจจะแปลก และแตกต่างไปจากที่หลายคนคาดคิดไว้
  • ถ้าให้สรุป ว่านักวิจัยและนักพัฒนา จำเป็นต้องมีคุณสมบัติใด ผมเลือกที่จะตอบว่า.....สิ่งสำคัญที่สุดที่นักวิจัย ต้องมี.....คือ ทำครับ....นักวิจัยต้องลงมือทำ.....เพราะการลงมือทำเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้งานก้าวหน้า....หากปราศจากการทำแล้ว.....งานก็ยังคงอยู่ที่เดิม   ไม่ว่าจะพูดยังไง ก็ยังคงอยู่ที่เดิมครับ นั่นคงเป็นที่มาของการที่หลายคนเลือกที่จะไม่เป็นนักวิจัยครับ.....เพราะ...ไม่อยากทำ