- ผมกำลังนึกถึงการทดลองหนึ่งที่ได้ทำสมัยตอนเรียนมัธยมครับ ที่เป็นการเอาอาหารใส่ไว้ในโหลแล้วเลี้ยงแมลงหวี่สัก 10 ตัว ไว้ในโหล ช่วงแรก แมลงหวี่จะค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างช้าๆ ถัดมาด้วยความสมบูรณ์ของอาหารที่มีอยู่ ประชากรแมลงหวี่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดอาหารเริ่มไม่เพียงพอ ประชากรของแมลงหวี่ก็จะคงที่ ไม่เพิ่มต่อไปอีก สุดท้ายเมื่ออาหารขาดแคลนลง ประชากรแมลงหวี่ก็จะค่อยๆลดจำนวนลง จนกระทั่งหมดไป
- เปรียบไปแล้วโลกใบนี้ก็เป็นเสมือนขวดโหล คนเราทุกคนก็ไม่ต่างจากแมลงหวี่ ด้วยความสมบูรณ์ของอาหารบนโลกนี้ ทำให้ประชากรคนบนโลกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก ด้วยความไม่สนใจว่าอาหารที่มีอยู่บนโลกมีจำนวนจำกัด
- เรากำลังดำเนินมาถึงขั้นที่สองแล้วครับ คือเราเพิ่มจำนวนประชากรมากขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งอาหารเริ่มไม่เพียงพอ
- ต่อจากนี้ไป เราจะเข้าสู่ยุคของการต้องอยู่อย่างพอกิน พอใช้ เนื่องจากทรัพยากรทุกอย่างบนโลกนี้มีจำกัด และประชากรบนโลกก็มีอยู่มากมายเหลือเกิน
- ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ สุดท้ายอาหารบนโลกก็จะไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคน แล้วเราก็จะเข้าสู่ยุคของการขาดแคลน การแย่งทรัพยากร การแย่งอาหาร สุดท้ายก็จะนำมาซึ่งสงครามการทำลายเผ่าพันธ์ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรและอาหาร
- และในที่สุดก็จะหมดยุคที่มนุษย์ครองโลก
- นั่นเป็นเพียงกระบวนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่จำลองความเป็นไปทางด้านประชากรศาสตร์ ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอะไรที่ซับซ้อนอีกมาก
- มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ ไม่ว่ามนุษย์จะพยายามเอาชนะธรรมชาติด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่ไม่สามารถอยู่เหนือกฎธรรมชาติได้ ความพยายามของมนุษย์จึงเป็นเพียงแค่การพยายามอำนวยความสะดวกให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายขึ้นเท่านั้น และเป็นการยืดระยะเวลาของปรากฎการณ์การเกิดและการคงอยู่ของมนุษย์ให้ยืดเวลาออกไปเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีผลต่อในภาพรวม ที่สุดท้ายมนุษย์ก็จะค่อยๆหมดไป
- ธรรมชาติย่อมควบคุมทุกสิ่งครับ ไม่ว่าคุณจะพยายามเอาชนะธรรมชาติ หรือสร้างปรากฎการณ์ธรรมชาติบางอย่างได้ เช่น ความแห้งแล้งที่เกิดจากธรรมชาติ มนุษย์พยายามเอาชนะด้วยการสร้างฝนเทียม แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว เพราะธรรมชาติยังเป็นผู้กำหนดว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทำฝนเทียมแล้วจะได้ฝน
- ทุกปรากฎการณ์บนโลกนี้ ล้วนสัมพันธ์กัน ใบไม้ร่วงสักใบในเอธิโอเปีย ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์ในประเทศไทย
- ให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ การขับรถพ่นควันดำคนในอเมริกา ซึ่งอยู่อีกซีกโลกหนึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับการหายไปของพื้นดินในแถบจังหวัดสมุทรปราการ ที่วัดถูกน้ำทะเลท่วม
- ท่านอาจจะหัวเราะ ....มันจะเป็นไปได้อย่างไร....แต่ทุกสิ่งเป็นไปได้ครับ เพราะทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนสัมพันธ์กัน
- การเบิ้ลน้ำมัน แล้วพ่นควันดำของคนขับรถนิสัยไม่ดีของอีกฟากหนึ่งของโลก เป็นการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก๊าซนี้จะลอยขึ้นสู่บรรยากาศของโลก แล้วปกคลุมไว้ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก คือแสงแดดที่ส่องมายังโลกนั้น สะท้อนออกไปไม่ได้ เนื่องจากมีก๊าซปกคลุมอยู่ ก็จะมีผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เมื่อโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งที่มีจำนวนมากบริเวณขั้วโลกก็จะละลาย การละลายของน้ำแข็งปริมาณมหาศาล เป็นการเพิ่มระดับของน้ำทะเล เมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น แผ่นดินที่อยู่ติดน้ำก็จะถูกน้ำท่วม นั่นเป็นที่มาว่าทำไมวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการจึงไปอยู่กลางทะเล
- ยอมรับเถิดครับว่า ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน จะแก่งแย่ง แข่งขันกันอย่างไรก็ตาม สุดท้าย มนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่ค้ำฟ้าได้ เราอาจจะอยู่ได้ในวันนี้ เราอาจจะสะสมทรัพย์สินได้มากในวันนี้ อีกไม่กี่ปี เราก็เอาสิ่งที่เราสะสมนี้ไปไม่ได้ ปล่อยให้ลูกหลานช่วยกันถลุง ทรัพย์สมบัติที่เราภูมิใจหามาได้ และกอดเอาไว้ ยังไงก็จะหมดไป เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น
- สุดท้ายธรรมชาติก็ยังเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่ง มีเพียงมนุษย์เท่านั้น ที่คิดว่าตนเองจะเอาชนะธรรมชาติได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดของมนุษย์ฝ่ายเดียว ที่ธรรมชาติไม่เคยโต้เถียง แต่ก็ไม่เคยยอมรับ ได้แต่เงียบ....และตอบโต้ในบางครั้ง ปล่อยให้มนุษย์ได้ใจ สุดท้ายก่อนที่จะกระซิบบอกกับมนุษย์ว่า....ถึงอย่างไร....มนุษย์ก็ต้องหมดไปจากโลกนี้ .....นั้นเป็นกฎของธรรมชาติ