สวัสดีครับคุณครูอ้อย <ul>
ยินดีมากที่ได้รู้จักคุณครูอ้อยครับและขอบคุณมากสำหรับความสนใจในประเด็นที่ผมบันทึก
ที่โรงเรียนมีแม่บ้านครับที่ผ่านการการอบรมเข้ม13 วัน เมื่อมีนาฯที่แล้ว ตอนนั้นก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด กลับมาบ้านในสภาพที่เหมือนไก่ต้มหลังจากนั้นก็อาเจียนอย่างรุนแรง ผมต้องพาส่ง ร.พ.นอนให้เลือดไป 2 กระปุกเพราะตัวซีด เวียนศีรษะ ทานอะไรไม่ได้เลย หมอบอกว่าความเข้มข้นของเลือดต่ำมากถ้ามาช้ากว่านี้อีกหน่อยเดียว มีสิทธิ์ช้อค ทั้งๆที่โดยปกติก็เป็นคนแข็งแรงดี นี่ไม่ใช่รายเดียวที่ผมเห็นครับ ถึงแก่ชีวิตไปก็หลายรายแต่ไม่กล่าวในรายละเอียดนะครับ
ส่วนที่เหลืออีก 4 ท่าน เสนอปกติรอบเมษาฯ อยู่ 2 ท่าน ก็เพิ่งประเมินด้านที่ 1-2 ไปเมื่อวันพุธที่แล้วครับ ก็กว่าจะผ่านก็เครียดกันไปทั้งครูทั้งเด็กแหละครับส่วนอีก 2 ท่านไม่เสนอ แต่ก็เต็มที่กับงานแบบเกินร้อยครับ
ผมไม่ปฏิเสธนะครับในเรื่องของการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องนี้ ถึงแม้ไม่เสนอเรื่องเลื่อนวิทยฐานะ ครูเกือบ 100% ก็ลงทุนอยู่แล้วแต่สิ่งที่ผมเห็น เกณฑ์ที่สร้างขึ้นมา ปรับแล้วเปลี่ยนอีกนั่นน่ะ วนไปเวียนมาอยู่ในเรื่องของเอกสารทั้งนั้น ซึ่งคุณครูอ้อยคงทราบดีว่า หลายอย่างมันเกินความจริงที่ครูจะทำได้ เพราะเมื่ออยู่ที่โรงเรียน ครูทุกคนมีชั่วโมงสอนเต็มวัน (สอนทุกสาระ เผลอๆบางคนสอน 2 ชั้นอีกต่างหากครับ) กิจกรรมอื่นอีกเพียบทั้งในและนอกโรงเรียน ภารกิจในเชิงธุรการ การเงิน พัสดุอาหารกลางวันอาคารสถานที่อีกพะเรอเกวียน บางโรงเรียนภารโรงไม่มี(เหมือนโคกเพชรไงครับ)ครูต้องพาเด็กลงสนามตัดหญ้าเอง ที่ไม่น่าเป็นงานของครูก็มี เช่น บ่อยครั้งมาก ที่ครูต้องหอบเอาเครื่องคอมพิวเตอร์(ซึ่งเก่าๆถอดแล้วประกอบอีกอยู่เรื่อยๆ)ไปเข้ารับการอบรมการลงโปรแกรมใหม่ที่ สพท. เสร็จแล้วก็กลับมานั่งกรอกข้อมูล กรอกไปกรอกมาคอมแฮ๊งค์คอมพัง ต้องยกไปซ่อมที่อำเภออีก บางทีซ่อมแล้วซ่อมอีก (เพราะยกเข้ายกออกบ่อยนั่นแหละครับเป็นสาเหตุ) ปีหนึ่งๆไม่รู้กี่หน ซึ่งร.ร.ในชนบทก็จะเหมือนๆกันเกือบทุกที่ ร.ร.ใดอยู่ใกล้ สพท.ก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่บางโรงไปกลับเป็นร้อยกิโลนะครับ แล้วจะให้ครูมานั่งเรียบเรียงผลงานโดยอิงมาตรฐานเดียวกับอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมว่ามันออกจะโหดร้ายไปมั้ง (ครู กทม.คงไม่เหมือนครูชนบทหรอกนะครับ เพราะคาดว่าน่าจะสอนเฉพาะวิชาเอก หรือรับผิดชอบเพียงกลุ่มสาระเดียว)
ในส่วนของเด็กที่สอน ครูชนบทไม่มีสิทธิ์เลือกหรอกครับ จะเอ๋อ จะปัญญาอ่อนจะเซ่อๆซ่า จะเกกมะเหรกเกเร จะดื้อจะซนแบบคุยกันไม่รู้เรื่อง ครูก็ต้องรับหมด เดี๋ยวนี้ประเภทขาดความอบอุ่น ขาดการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ยิ่งเยอะ เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย มีสัดส่วนค่อนข้างมากเสียด้วยที่พ่อแม่หย่าร้างครอบครัวแตกแยก อาศัยอยู่กับญาติบางที่เป็นญาติห่างๆซะด้วย ฯลฯ และไม่ต้องไปหวังค่าแป๊ะเจี๊ยะพิเศษที่หวังจะเอามาพัฒนาโน่นนี่ที่มันขาดแคลนและจำเป็นต้องใช้ คุณครูอ้อยก็ลองนึกดูนะครับ เมื่อครูต้องคอยแก้แต่ปัญหาที่อยู่ใต้ดินแบบนี้ แล้วครูชนบทจะเอาเวลาที่ไหนมาเรียบเรียงงานเอกสารตามมาตรฐานที่กำหนดได้ในสภาพของการทำงานปกติ
ในส่วนของผมเอง ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ผู้บริหารชำนาญการ (เกือบๆไม่มีแล้วล่ะ เพราะที่จริงไม่คิดจะทำ แต่ถูกคนที่บ้านบังคับให้ทำ) ทั้งๆที่ผมมีสิทธิ์ทำซี 8 ตั้งแต่ปี 2543 แต่ผมถือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาระสำคัญของความเป็นครู(ความคิดส่วนตัวนะครับ) อีกอย่างไม่อยากให้ครูต้องเสียเวลามานั่งปลอมแปลงเอกสารทางราชการ (คัดลอก ป.02 ใหม่ให้เด็กได้คะแนนเยอะๆเหมือนๆหลายๆโรงเรียนที่ทำกัน)รวมทั้งสร้างเอกสารไร้สาระอีกพะเรอเกวียน เพื่อรอคณะกรรมการมากินกาแฟและอาหารกลางวัน (บางต่อด้วยอาหารค่ำยังตัวเมืองอีกต่างหาก) เสียเวลาการเรียนการสอนเยอะเลย
ผมเคยสังเกตผลสอบ GAT และ NT ของโรงเรียนที่มีการทำ ผอ.เกณฑ์คุณภาพ ปรากฏว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มต้องปรับปรุงเกือบทั้งนั้น แล้วหลับหูหลับตาให้ผ่านเกณฑ์คุณภาพได้ยังไง ทั้งผลสอบ GAT และ NT ต่ำทั้งสั่งให้ครูแก้ ป.02 อย่างที่กล่าวแล้วในความรู้สึกของผมแล้วถือว่าเป็นการปล้นชาติชัดๆเลยครับ
อีกอย่างที่ผมมองและคาดการณ์ว่า เรื่องค่าวิทยฐานะครูนี้ จะสร้างภาระและปัญหาให้กับสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศชาติในอนาคต เพราะคิดๆดูแล้วจะเป็นเงินก้อนใหญ่และเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระมากมาย สุดท้ายปัญหาก็ตกที่ชาวบ้านตามเคย
ผมเข้าใจในความเป็นปุถุชนคนธรรมดาของครู แต่รายได้ครูจะเพิ่มมากขึ้นทันทีโดยไม่ต้องมีค่าวิทยฐานะเพราะเพียงแค่ 1) มีการแก้ไขกฎหมายให้เงินงบประมาณการจัดการศึกษา (เท่าที่กระทรวงฯได้รับในปัจจุบันนี้แหละ ไม่ต้องไปขอเพิ่มหรอก เพราะมากพออยู่แล้ว) ถูกส่งไปถึงโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่กับเด็กและเป็นตัวเป้าหมายของการพัฒนาที่แท้จริงให้เพียงพอต่อความจำเป็นต้องใช้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของครูที่ต้องจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าลงไปได้อย่างมาก 2) อย่าสร้างกฎเกณฑ์อะไรที่ทำให้ครูต้องจ่าย ๆ ๆ ๆ แบบที่เห็นและเป็นอยู่ให้มากมาย แค่นี้ครูก็มีเงินเหลือในกระเป๋าแล้วครับ
ร่ายมาเสียยืดยาว หวังว่าคงไม่เบื่อเสียก่อน โอกาสหน้าคุยกันใหม่นะครับ
สวัสดีครับ
</ul>