เพิ่งจะเริ่มเข้ามาอ่านบล็อกของอาจารย์ค่ะ กิ๊กก็เป็นข้าราชการคนนึงเหมือนกันค่ะ อยู่กับระบบราชการมาสิบกว่าปีแล้ว ปัญหาระบบการประเมินความดีความชอบเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบราชการ และทำให้ราชการต้องสูญเสียคนดี คนเก่งไปมาก แต่กลับดูแลเลี้ยงดูคนที่เช้าชามเย็นชามให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดมา
เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะที่ระบบราชการให้อำนาจกับ "นาย" หรือ ผู้บังคับบัญชามากเกินไปในการประเมินผลงานของลูกน้อง ระบบที่อาจารย์เสนอมาเป็นระบบที่ดีมากค่ะ โดยเฉพาะสำหรับมหาวิทยาลัย แต่ในหน่วยราชการที่ระบุลูกค้าที่ชัดเจนได้ยาก เช่น หน่วยงานวางนโยบายต่างๆ คงจะยากที่จะใช้เสียงสะท้อนจากลูกค้ามาเป็นเกณฑ์ประเมินด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่กิ๊กสังเกตตลอดมา คือ ความเอาจริงเอาจังของเบอร์ 1 ของหน่วยงานต่างๆ ที่จะปรับปรุงระบบประเมินผลให้ดีขึ้น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในหน่วยงาน ส่วนใหญ่ที่เห็นบางท่านใช้อำนาจในการประเมินผลงาน เป็นตัวเสริมอำนาจในการปกครองลูกน้อง ใครกล้าหือ ก็จะได้เล่นงานได้เต็มที่ บางท่านเห็นดีในแนวคิดที่จะปรับระบบให้ดีขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ยังทำไม่ได้อีก ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ
(1) อยากแก้ แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง ระบบไหนที่ดี และต้องเริ่มที่ไหนดี ปัญหานี้เจอมาเยอะค่ะ หลายท่านก็ใช้วิธีว่าจ้างที่ปรึกษามาช่วยคิดระบบ แต่ลืมไปว่าที่ปรึกษาไม่ได้จะอยู่กับหน่วยงานเราตลอดไป เลยมักจะปล่อยให้ที่ปรึกษาคิดเอง แล้วก็ให้ข้อเสนอในการปรับปรุงองค์กรมา แล้วพอจะทำก็ไม่รู้แล้วว่าจะทำยังไงดี เพราะที่ปรึกษาก็บ๊ายบายไปแล้ว ดังนั้น ถ้าใส่ความจริงจังเข้าไปอีกนิด เราต้องเข้าไปร่วมคิดระบบกับที่ปรึกษาด้วย เพราะเราย่อมเข้าใจหน่วยงานเราดีกว่าที่ปรึกษา และเราจะรู้ว่ารูปแบบไหนถึงจะถูกกับจริตของหน่วยงานเรา
(2) จิตใจไม่เข้มแข็งพอ บางครั้งท่านเบอร์ 1 มีความเฉียบคม มีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมค่ะ ท่านสามารถคิดออกว่าควรจะปรับระบบยังไง แต่พอจะ implement ความเอื้ออาทร มีเมตตา ก็เข้ามาอยู่เหนือหลักการบางอย่าง ทำให้ไม่กล้าลงดาบกับคนที่มีผลงานไม่ดี อย่างงี้ ก็ไม่เกิดผลอีกเช่นกันค่ะ
กิ๊กเองก็ยังหวังว่าวันหนึ่งราชการไทยเราจะต้องมีระบบประเมินความดีความชอบที่ยุติธรรม ความยุติธรรมในที่นี้ กิ๊ก หมายถึง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นะคะ ไม่ใช่ การแบ่งเท่าๆ กัน
แล้วจะแวะเข้ามาอ่านใหม่นะคะอาจารย์ ขอบคุณค่ะ สำหรับเรื่องดีๆ