- สวัสดีครับ
- ผมมองว่า ระบบการศึกษา ไม่ได้สอนในหลายเรื่อง อาจเป็นเพราะปรับตัวไม่ทัน หรือเพราะผู้ดูแลเนื้อหามีความอางขนางใจ (=บัดสี) ที่จะพูดถึง เพราะตั้งแง่ว่าเป็นเรื่องของคนรวยหรือทุนนิยม
- อย่างเช่น เรื่องบัตรเครดิต
- อย่างเช่น เรื่องการลงทุน การทำธุรกิจ
- อย่างเช่น การจัดสรรเงินเพื่อลงทุนให้อนาคต
- เรื่องเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ระดับองค์กรต้องเข้าใจ ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ แต่ไม่ได้จำกัดว่าคนทั่วไปห้ามเรียนรู้ โดนตะกั่วหลอมร้อนแดงเทกรอกปากฐานแอบเรียน ซักหน่อย
- คนทั่วไปควรเรียนรู้
- ไม่สิ ผมมองว่า ต้องเรียนรู้
- ปฎิเสธเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เหมือนการปิดตาตัวเองเวลาเห็นรถบรรทุกพุ่งมาหา เพราะคิดว่า ปิดตาซะ ก็ไม่เห็น เมื่อไม่เห็น ก็ไม่มี
ลองดูเรื่องเล่าเป็นกรณีศึกษา
- คนที่เป็นหนี้บัตรเครดิตส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่า ไม่รู้จักธรรมชาติของบัตรเครดิตซะแร๊วส์
- ผลคือ ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง พิธีกรจัดเล่นเกมส์เพื่อแจกของรางวัล งัดเกมส์แปลก ๆ สนุก ๆ มาให้เล่นถี่ยิบ เพื่อไล่แจกรางวัล
- มีเกมส์หนึ่งที่ทำให้ผมจำมาตลอด คือ โต๊ะไหนมีบัตรเครดิตรวมกันมากที่สุด เอารางวัลไปเลย
- โต๊ะที่ชนะ ชนะเพราะมีคนที่พกบัตรเครดิต 22 ใบ
- คนทั้งงานฮือฮา
- ในเสียงฮือฮานั้น เจือด้วยสำเนียงว่า "อิจฉาว่ะ" "โอ้โห รวยจัง"
- ผมฟังแล้วหัวเราะหึหึในใจ
- เพราะผมคิดในใจว่า "มีเท่าไหร่ เดี๋ยวก็หมด"
- กลับถึงบ้าน เริ่มเปลี่ยนใจ
- "เอ๊ะ..หรือว่าตอนนี้เขากำลังเล่นกายกรรมไต่ลวดข้ามเหว (=หมุนหนี้บัตรเครดิตด้วยบัตรเครดิต) ?"
อีกเรื่องหนึ่ง
- ผู้บริหารของบริษัท HP ที่ทำเครื่องพิมพ์ เขาเคยเขียนบทความกึ่งวิชาการ เรื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์
- เขาพูดถึงการพัฒนาในบางแนวทาง เช่น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ว่า เขามีท่าทีอย่างไร ในการลงทุนวิจัย
- เขามองว่า ในฐานะบริษัทด้านนี้ เขาต้องทำวิจัย
- แต่เงินที่ลงทุน จะต้องตีวงว่า ไม่เกินเท่าไหร่
- ขอเล่าวิธีคิดของเขา แต่ผมจำตัวเลขไม่ได้ ขอสมมติแทน โดยให้เข้าใจกันไว้ก่อนว่า ตัวเลขนี้ ผมสมมติเอา ไม่ใช่ตัวเลขจริง ที่ต้องยกตัวเลข เพราะเวลาฟังจะได้นึกออก
- เขาเริ่มจากการคิดว่า ขณะนี้ บริษัท มีมูลค่าการตลาดเท่าไหร่
- สมมติว่า แสนล้านบาท
- เขาก็มองว่า การลงทุนทำวิจัยและพัฒนา ควรจำกัดไว้ไม่เกิน 1 %
- ก็คือ งบรวม พันล้านบาท
- มาดูต่อว่า วิจัยนี่ื ต้องคลุมทุกเรื่อง โดยเน้นธุรกิจแกนของเขาก่อน คือวิจัยเครื่องพิมพ์ต้องมาก่อน ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ต้องมาทีหลัง
- สมมติว่าเขาให้น้ำหนักซูเปอร์คอมพิวเตอร์ว่า 5 %
- ทุนวิจัยเทมาด้านนี้ ก็น่าจะเป็น 50 ล้านบาท
- ในซูเปอร์คอมพิวเตอร์นี่ ก็มีหลายทางเลือกอีก เช่น วงจรขนาน หรือ ควอนตัม
- เขาก็ดูว่า ทางเลือกไหน น่าจะเป็นไปได้สูงกว่า ในที่นี้ สมมติว่า เขามองว่า ควอนตัมมันเป็นไปได้ยากกว่าในช่วงนี้ เขาก็อาจให้เพียง 10 %
- ก็จะเป็นว่า ได้ทุน 5 ล้านบาท
- นี่เป็นวิธีมองคร่าว ๆ ของเขา ที่ผมว่า บางที เราในฐานะเป็นคนธรรมดา ก็น่าเรียนรู้ ปรับใช้ด้วย
- เช่น ลงทุนเพื่อการศึกษาให้ตัวเอง เช่น ซื้อหนังสือสร้างความรู้ให้ตัวเองในวงเงินที่คิดเลียนแบบที่ผู้บริหาร HP เขาทำ หรือให้เพื่อสังคมในวงเงินที่ตัวเองรับได้แบบกำลังสบาย ๆ ตามจริต โดยไม่ให้น้อยกว่านั้น และไม่ให้มากกว่านั้น
- นี่เป็นกรณีศึกษาของคนเมือง
- แต่กรณีของเกษตรกร การลงทุนเพื่อการเรียนรู้ ควรเป็นอย่างไร อันนี้ผมไม่ทราบ ไม่กล้านึกแทน เพราะผมปลูกอะไร ก็ตายเรียบ คงขาดคุณสมบัติการออกความเห็น