ความเห็น


        ขอบพระคุณ  คุณสิงห์ป่าสักมากนะครับที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น  และขอเรียนให้ทราบนะครับผมติดตามบันทึกของท่านอยู่เสมอ

        ผมมีเรื่องเล่าต่ออีกนิดหนึ่งนะครับเกี่ยวกับเรื่องเล่าของคุณนิติภูมิ ฯ ในรายการทีวีเมื่อวันศุกร์ ที่ 26 พ.ค.49  โดยคุณนิติภูมิเล่าว่า  ตนเองได้ส่งลูกกลับไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ (บ้านเดิม) ซึงก็ถือว่าเป็นบ้านนอก  วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือที่นั่น (ชั้นประถม) เรียนรู้การใช้ชีวิตกับเพื่อน  เรียนรู้วิถีชีวิตของคนบ้านนอก  ซึ่งก็ถือว่าเป็นสังคมที่ลูกจะต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น  ให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้  ในการเรียนที่กรุงเทพ ฯ คุณนิติภูมิ ฯ   มองว่าเป็นการเรียนแบบที่มีการแข่งขันกันสูง  มุ่งที่ตำราเป็นที่ตั้ง  โดยเริ่มกับเด็กเล็กไปเลย ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวแย่งชิงโอกาส  จึงไม่อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้น  การเรียนชั้นประถมที่นั่นเพื่อปลูกฝังการเรียนรู้สังคมให้กับลูก  เมื่อโตขึ้นก็ถือได้ว่าเขาได้รู้จักชีวิตจริงแล้ว  (คนบ้านนอกอยู่แบบเอื้ออาทรคอยช่วยเหลือกัน)   ก็เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพ ฯ  คุณนิติภูมิเล่าว่า "ผมภูมิใจมากเมื่อวันหนึ่งไปเยี่ยมลูกแล้วลูกตะโกนด่าเพื่อน"  นั้นหมายถึงวิถีชีวิตที่แท้จริงของสังคมระหว่างเพื่อนกับเพื่อน

         ผมทำงานสัมผัสกับความเป็นบ้านนอกมาตลอด  ตั้งแต่เรียนจนทำงาน  เรานักส่งเสริมพบกับความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา  สมัยก่อนที่ผมเรียนกับสมัยนี้ผิดกับเยอะมาก สมัยที่ผมเรียนชั้นประถม  เมื่อถึงฤดูกาลทำนา  ผมจำได้ว่าโรงเรียนปิด 10 วัน  เพื่อให้นักเรียนในชนบท เฝ้าบ้าน หรือเลี้ยงดูน้อง  ให้พ่อแม่ออกไปทำนา ซึ่งเป็นบรรยายกาศของวิถีชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติจริง ๆ ทุกคนมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น  บรรยากาศแบบเอื้ออาทรดังในอดีตแทบหาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน  พ่อแม่จะได้ทำนาหรือไม่   มีเงินหรือไม่นั้นไม่เกี่ยวแต่ถ้าไม่ไปโรงเรียนก็คือขาดเรียน  และที่พบเห็นในการหารายได้ส่วนใหญ่แล้ว คนในชนบทจะหาเงินเพื่อส่งลูกเรียนกันทั้งนั้น  และเป็นหนี้จากรายจ่ายส่วนนี้เป็นจำนวนมาก

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี