จริง ๆ
แล้วฐานคิดผมคือความรู้เรื่องโรคเอดส์นี่มีกันอยู่พอสมควรแต่การตระหนักต่อตนเองนี่สำคัญ
และที่สำคัญที่สุดเหนืออื่นใดเลยในเรื่องโรคเอดส์
คือการตระหนักต่อผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อครับ เขายั
เป็นมนุษย์ครับเรา (สังคม) ต้องดูแลเขา อันนี้ต้องยอมรับกันว่าแรก ๆ
(ผมอยู่ ม.3) ตอนนั้นสังคมสอนให้กลัวและเกลียดโรคเอดส์
จนลืมนึกไปว่าคนที่ติดเชื้อจะถูกเกลียดไปด้วย แล้วจริง ๆ
ตอนนั้นผมทำรายงานหน้าชั้นเรียนพอผมบอกว่าให้สงสารเขาบ้าง
(เพราะมีข่าวลงว่าพ่อแม่ก็ไม่เอา ไม่รับกลับบ้าน ผมเอามาอ้างถึง)
เพื่อน ๆ หัวเราะผมกันทั้งชั้นเรียน ทุกวันนี้เรา (สังคม)
ก็ต้องมาจ่ายเงินเพื่อรณรงค์ให้คนทั่วไปเข้าใจและอยู่ร่วมกันในสังคมได้
ประเด็นที่สำคัญที่เป็นต่อแรก
คือจะทำให้เกิดการเป็นแปลงการตระหนักต่อโรคเอดส์
และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเสี่ยง คือการเรา (สังคม)
ได้เรียนรู้ผู้ป่วยเอดส์อย่างเข้าใจ (เพราะเห็นกับตา
ไม่ใช้สักแต่เขาว่า...) ผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อก็อยู่ได้ในสังคมนานขึ้น
อีกนาน (จะอยู่ได้อย่างปกติถ้าร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ
แข็งแรง) นี่คือต่อที่สอง
(เชื่อไหมครับว่าคนไทยมีพื้นฐานการอาทรต่อกันอยู่ใน
ยีนอยู่แล้ว)
ผมไม่ใช่คนที่ทำงานเอดส์โดยตรง
แต่เกี่ยวข้องเท่านั้น วันนั้น (วันเอดส์โลก ปี 2546) ที่บางแก้ว
ผมแบ่งกลุ่มเป็น 5 กลุ่ม น้อง ๆ ประมาณ 50 คน (ถ้าจำไม่ผิด)
โดยให้ทุกกลุ่มมีสมาชิกที่หลากหลายครับ ผสมผสานกัน ประถม มัธยม
คละโรงเรียนกัน เพศหญิง-ชาย น้อง ๆ จาก กศน.ก็แยกย้ายกันอยู่ทุกกลุ่ม
แล้วภาคเช้าก็ให้เล่าความรู้ ประสบการณ์ และความรู้ต่อเอดส์
(ไม่เน้นว่าโรคหรือคนไข้) พี่เลี้ยงประจำกลุ่มก็ออกมาสรุป
(อาจารย์ที่ควบคุมเด็กมานั่นแหละ ใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมหมด)
ตอนบ่ายก็ช่วยกันจัดบอร์ดเพื่อเอากลับไปติดที่โรงเรียน หรือศูนย์ กศน.
(ดูภาพจากที่นี่ครับ คลิ้ก link เลยที่ http://gotoknow.org/file/chinekhob/AIDS2004_1.jpg
และที่ http://gotoknow.org/file/chinekhob/AIDS2004_2.jpg )
และที่ผมต้องพูดว่า กศน.
ว่าเป็นหน่วยจัดการทรัพยากรบุคคลที่คอยเติมเต็มศักยภาพให้แก่ประเทศไทยได้มาก
ก็เพื่อสร้าง Empowerment ให้น้องเขา
เนื่องจากดูแล้วค่อนข้างจะแปลกแยกอยู่ในช่วงเปิดเวทีแรก ๆ
ซึ่งก็ผมพูดความจริงนี่ครับ (ยาวไปไหม...ฮา)