อันที่จริง มีคำในบันทึกที่สะดุดใจผมมาก คือคำว่า "ขี้เกียจ" ครับ

 "คนขี้เกียจ" เป็นคำที่ผมทึกทักว่าถูกนิยามโดยกลุ่มผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากการศึกษาแบบตะวันตก ที่เน้นการทำงานในเชิงเศรษฐกิจแบบเงินตราแบบแข่งเป็นแข่งตายกับเวลา รีดเอาหยาดเหงื่อแรงงานของตนและคนอื่นโดยงมงายว่า "คุ้มค่า" 

ในยุคสมัยหนึ่งของไทย ถึงกับแสดงความรังเกียจ "ความขี้เกียจ" นัยว่าเป็นบ่อเกิดของความยากจน ความโง่ และความเจ็บไข้ได้ป่วย เคยได้ยินไหมครับ "ไม่มีความยากจน ในหมู่คนขยัน (ทำงานและบริโภคนิยม)"

 "คนขี้เกียจ" จึงเป็นคนที่สังคมอุตสาหกรรมไม่ต้องการ

ชาวนา ชาวไร่ ต้องทำงานทุกชั่วโมงให้คุ้มค่า อย่ามานั่งจับกลุ่มคุยกันหลังมื้อเย็น อย่าไปเสียเวลากับงานบุญที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ มิฉะนั้น จะกลายเป็น "คนขี้เกียจ" และจะยากจนต่อไป นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักเศรษฐศาสตร์มักจะบอกอย่างนี้

... แต่ปัจจุบันนี้ คนขยันแบบนันสต๊อปนี่แหละครับที่สร้างปัญหา เพราะไม่มีเวลาหยุดพักเพื่อวิเคราะห์ประเมินสิ่งที่ตัวเองทำ มีชีวิตเป็นทาสของความขยัน ท้ายสุดก็เจ็บไข้ กายใจเครียดไปหมด งานการก็อลหม่านไปด้วย

ดูๆไป ชาวไร่ชาวนาที่ถูกประณามจากนักธุรกิจและนักพัฒนา (บางคน)ว่า "ขี้เกียจ" นั้น ชีวิตเขามีความสุขกว่าคนขยันเป็นไหนๆ

ผมว่า เราอาจต้องเอาความขี้เกียจของชาวบ้านมาเป็นครูแล้วกระมัง