สวัสดีครับครูอ้อย
ผมชอบที่จะฟัง และคุย เรื่องราวในอดีตครับ มันทำให้เรารู้สึกอบอุ่น และมีพลัง ( ผมอาจจะมีเวลาและความเป็นส่วนตัวที่มากกว่าการใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่จ่อมจมอยู่กับอดีตครับ) อย่างเช่นเรื่องของครูอ้อย ที่คุณพ่อดุว่า.. ทิ้งน้อง ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์หนึ่ง ตอนผมประมาณ 4-5 ขวบ พี่ชายและพี่สาวอยากจะไปดูหนังที่ฉายในวิกประจำหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก คุณพ่ออณุญาติ แต่มีข้อแม้ว่าต้องพาน้องไปด้วย เป็นอันว่าพี่สองคนได้ดูหนังในคืนนั้น และเดินกลับบ้านตอนเที่ยงคืนหลังจากหนังเลิกอย่างมีความสุข แต่ก็ต้องหน้าซีดเผือดเมื่อพ่อถามว่า "น้องอยู่ใหน?"
ผมถูกพ่อปลุกให้ตื่นตอนเกือบตีหนึ่ง เพราะนอนหลับและขดอยู่ข้างๆกองกระดาษหนังสือพิมพ์ใต้เก้าอี้ เมื่อกลับถึงบ้านแม้จะยังสลึมสลืออยู่แต่ก็ยังจำภาพพี่ชายและพี่สาวนั่งสอึกสอื้นอยู่ จึงรู้ได้ทันทีว่าโดนทำโทษไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมได้สร้างวีระกรรมทำนองนั้นให้พี่ๆใว้เยอะครับ และเมื่อผมมีน้องๆบ้าง กงกรรมก็เวียนมาเป็นทีของผมบ้าง
ทุกครั้งที่เราคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ เรามักจะหัวเราะและโยนความผิดให้คนโน้นทีคนนี้ทีอย่างสนุกปาก แต่อย่างหนึ่งที่เราไม่รู้ตัวก็คือ สายสัมพันธ์ สายใย และสายเลือดของเราได้ถูกกระชับให้แน่นแฟ้นและมั่นคงขึ้นไปอีก
ครูอ้อยครับ เชื่อได้เลยครับว่าถึงแม้ครูอ้อยจะมีอายุขนาดนี้ แต่ในสายตาคุณพ่อของครูอ้อย ครูอ้อยยังคงเป็นเด็กน้อยน่ารักที่แสนซน และวิ่งเล่นทั่วบ้าน เหมือนเมื่อหลายสิบปีที่แล้วอย่างไม่เปลี่ยน และครูอ้อยก็มีตัวเล็กแล้ว เข้าใจความรู้สึกนั้นดีใช่หม๊ยครับ
ขอบคุณมากครับครูอ้อย ขอให้สนุกกับงานและสนุกกับความเป็นครูอ้อยน่ะครับ