ความเห็น 343134

เรื่องเมือง กายนคร

เขียนเมื่อ 
๗.เตรียมทัพ

ในที่ประชุมมุขมนตรี ภายในมรณานคร หลวงชรา ทหารเอกอาสา เดินทางไปดูลาดเลาก่อน โดยทูลว่า “ข้าแต่องค์มัจจุราช ข้าพระองค์ขออาสา เดินทางไปก่อน โดยจะไปตีสนิทกับขุนปฐพี ผู้ตรวจตรากายนคร ชวนเล่นให้สนุกเพลิดเพลิน หามรุ่งหามค่ำ จนเขาลืมตรวจตราพระนคร จนเห็นว่า เมืองนั้นโทรมแล้ว จึงจะเข้าโจมตีหนักในภายหลังพระเจ้าข้า”
พระยามัจจุราช ทรงแย้มพระสรวน ในแผนการของหลวงชรา

หลวงพยาธิกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสายกทัพหนุน เข้าโจมตีกายนคร โดยจะขอให้ขุนระบาดไปด้วย จะได้ช่วยฝึกอาวุธ กับขอขุนโรคาคุมไพร่พลร้อยแปด ไปตั้งล้อมป้อมค่ายเป็นชั้น ๆ ไว้หลาย ๆ ชั้น เมื่อได้โอกาสแล้วก็จะโจมตีกายนครให้ย่อยยับเลยทีเดียว พระพุทะเจ้าข้า”

หลวงมรณัง อำมาตย์ผู้ใหญ่อีกผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นแม่ทัพที่มีฝีมือไม่น้อยไปกว่าทหารเอกทั้งสองกราบทูลอาสาไปอีกว่า “ ขอเดชะ หากกองทัพของหลวงชรา และหลวงพยาธิ กลับสู่พระนครเราแล้วไซร้ ข้าพระพุทธเจ้า จะขออาสา ยกพลไปโจมตีล้างผลาญ กายนครให้พินาศ ไม่เลือกว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แล้วจะจับท้าวจิตราช ผู้ครองกายนคร มาถวายพระองค์ให้จงได้พระพุทธเจ้าข้า”

มัจจุราชกษัตริย์ทรงสดับ ความคิดของแม่ทัพทั้ง 3 จะอาสาไปตีกายนครดังนั้น ก็ทรงพอพระทัยยิ่งนัก จึงดำรัสให้สองทหารเอก คือหลวงชรา และหลวงพยาธิ เร่งระดมพลไปโจมตีกายนครทันที

หลวงชรา และหลวงพยาธิ รับพระบรมราชโองการจากพระยามัจจุราชแล้ว ก็ออกมาเกณฑ์พลไกรโดยพรั่งพร้อม

ให้ ขุนเอดส์ ถือธงชัยนำหน้า ถัดมา ขุนตาลขโมยนายกองช้าง ขุนบาดทะยักนายกองม้า ขุนอหิวาตกโรคนายกองพลธนู ขุนริดสีดวงนายกองทหารราบ ตามด้วย นายรองเท้ามาร นายไส้เลื่อน นายกลาก นายเกลื่อน นายหิต นายต่อมพิษ นายงูสวัสดิ์ นายหวัดใหญ่หวัดน้อย ฯลฯ เดินตามกันเป็นแถว ปีกขวาขุนมะเร็ง ปีกซ้ายขุนวัณโรค

หลวงชรา ทัพหน้า ใส่เสื้อผ้าหนังวานร ใส่แว่นตา มือซ้ายถือสาก มือขวาถือไม้เท้า
หลวงพยาธิ ทัพหลัง ใส่เสื้อหนังวัวกระทิง มือทั้งสี่ ถือพร้า ขวาน จอบ คบเพลิง เป็นอาวุธ
นายกุฏฐัง เป็นผู้หาฤกษ์ พอได้ฤกษ์ ก็ยกกองทัพไป สู่กายนคร
๘.รุกคืบ

ครั้นกองทัพเมืองมรณานคร เข้าใกล้ จะถึงกายนคร หลวงชราก็สั่งให้หยุดกองทัพไว้ไม่ห่างจากกายนครไกลนัก แล้วตัวหลวงชรา จึงลอบเข้าไปดูลาดเลาในเมือง
ในพระนคร ท้าวจิตราช ทรงลุ่มหลงนางตัณหาและนางอวิชชามาก จนไม่เป็นอันออกว่าราชการ ไม่คิดจะป้องกันพระนครอย่างไร

หน่วยจู่โจมของหลวงชรา จึงเข้าโจมตี กำแพงด้านนอกสุดคือกำแพงตโจ (กำแพงหนัง) จนตกกระ ท้าวจิตราชก็ยังไม่รู้สึกพระองค์ ชาวเมืองกายนคร ก็เช่นกัน เพราะเห็นแต่มัวสนุกสนานเพลิดเพลิน ทะนงตนกันอยู่ หลวงชรา จึงสั่งให้ทหารเข้ารื้อกำแพง มังสา ชั้นที่สอง (กำแพงเนื้อ) ตีป้อมเกศา (ปราการผม) ซึ่งเคยดำกลับกลายเป็นขาว

ท้าวจิตราช พอรู้ข่าวว่า พระยามัจจุราช ส่งกองทัพมาโจมตี กายนคร พระองค์ทรงตกพระทัยยิ่งนัก เร่งเสด็จไปยังประตูจักษุประสาท เพื่อสังเกตเหตุการณ์

“นี่มันอะไรนี่” จิตราชราชา ทรงอุทานขึ้นเพราะเห็นแต่หมอกควันมืดมัว ที่เกิดจากการโจมตีของหลวงชรา พระองค์ทรงเสด็จ ไปดู กำแพง ป้อมปราการ ประตูต่าง ๆ ก็วิกลวิกาลไปหมด จึงตรัสเรียกขุนปฐพี ผู้ตรวจตรากายนคร มาแล้วตรัส สั่งไป “ขุนปฐพี หน้าที่ของท่านคือตรวจตราบ้านเมือง ขณะนี้ กองทัพของเมืองมรณัง เข้ามาโจมตีเมืองของเราท่านมัวแต่ทำอะไรอยู่ … เพื่อไม่ให้เป็นการประมาท ท่านจงเร่งซ่อมแซมพระนครโดยด่วน”

ขุนปฐพี เมื่อได้รับประบัญชาเช่นนั้นแล้ว จึงเร่งซ่อมแซมบ้านเมืองโดยด่วน ด้วยการไปเอาแป้งปูนขาวมาแต้มแต่งกำแพงตโจ เอาเขม่าน้ำยามาช่วยฟื้นฟูป้อมเกศา แต่กว่าที่ขุนปฐพีจะมาซ่อมแซมแก้ช้าเกินแก้ ยิ่งซ่อมก็ยิ่งชำรุด

หลวงชรา เมื่อโจมตีได้ผลมาก ก็ยิ่งได้ที “หึ หึ หึ ไม่นาน กายนคร ก็ไม่พ้นเงื้อมมือของพระราชาของเราเช่นเมืองอื่น ๆ” แล้วสั่งให้ทหาร เข้ากระหมวดรูโซ่ ที่รึงรัดตัวเมืองให้มั่นคงอยู่ได้ ทำให้เป็นปุ่มปม ตีป้อมทันตา (ปราการฟัน) จนโยกคลอน หลุดร่วงพรู แม้ขุนปฐพีจะจัดการซ่อมแซม ดัดแปลงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จึงเร่งมากราบทูลพระเจ้าจิตราช ให้ทรงทราบ “ไม่ไหว พระเจ้าข้า ขณะนี้ สุดวิสัยที่ข้าระองค์จะซ่อมแซมแล้วพระเจ้าข้า”
๙.คำแน่ะนำ

เมื่อขุนปฐพี มากราบทูลให้เจ้าจิตราช ฟังดังนั้น ความร้อนพระทัยของพระเจ้าจิตราชทรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น ครั้นทรงนึกถึงคำที่หลวงสติ โหราธิบดี ได้เคยกราบทูลเตือนไว้ว่า จะมีภัยมาติดพระนครแต่นางตัณหา กับนางอวิชชาทูลทัดทานไว้ไม่ให้เชื่อ กลับให้ไล่โหราธิบดี ออกไปเสีย อีกบัดนี้ เหตุร้าย ก็เกิดขึ้นเป็นจริงดังคำที่ สติโหราธิบดีกราบทูลไว้แล้ว จึงเพิ่มความร้อนพระทัยยิ่งนัก จึงดำรัสสั่งให้เรียกหลวงสติโหราธิบดีเข้าเฝ้า

ในครั้งนี้ สติโหราธิบดี เกรงว่า จะทูลให้พระเจ้าจิตราชราชาทรงเชื่อฟังตนไม่มั่นคงจึงพา หลวงสัมปชัญญะ ผู้เป็นราชครูประจำกายนคร เข้าเฝ้าอีกพร้อมตน

เมื่อเข้าเฝ้าจิตราชราชาแล้ว พระเจ้าจิตราชทรงดีพระทัยมากเมื่อทั้ง 2 คนเข้าเฝ้าโดยพร้อมกัน จึงตรัสว่า “ดูกร ท่านโหราจารย์ทั้งสอง บัดนี้ ป้อมกำแพงเมืองทั้งภายในและภายนอก ถูกข้าศึกโจมตีจวนจะพินาศอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งสอง ช่วยป้องกันพระนครไว้ให้ดีด้วยเถิด”

หลวงสติ จึงกราบทูล ว่า “ขอเดชะ ข้าศึกที่มาโจมตี กายนครครั้งนี้ เป็นทัพของพระยามัจราช ที่ล่วงหน้ามาก่อนนี้ มี 3 ทัพ ด้วยกัน ทัพหนึ่ง เป็นทัพของ หลวงชรา จะบุกเข้าสู่กายนครก่อน จากนั้น จะเป็นทัพของหลวงพยาธิ จะโหมกำลังเข้าตีกระหน่ำ แล้วทัพของหลวงมรณัง จะเข้าทำลายเมืองจนแหลกลาญ พระองค์จะต้องถูกจับตัวไปถวายกษัตริย์มัจจุราช ขณะนี้เป็นทัพของหลวงชราเข้ามาโจมตีก่อน ทัพของหลวงพยาธิกับหลวงมรณังยังมาไม่ถึง ขอพระองค์ทรงหาวิธีป้องกันพระนครไว้เถิดพระเจ้าข้า”

ราชครูสัมปชัญญะ กราบทูลเสริมไปว่า “ขอเดชะ หากพระองค์ไม่ทรงป้องกันพระองค์ไว้ก่อน เมื่อถูกจับพระองค์ไปส่งกษัตริย์มัจจุราช พระองค์จะต้องถูกชงทัณฑ์ด้วยประการต่าง ๆ เช่น ถูกนำไปขังไว้ในคุกนรกบ้าง นำไปอยู่กับพวกสัตว์เดรัจฉานบ้าง นำไปทรมานดั่งเปรตบ้าง ขอให้พระองค์โปรดมีกระแสรับสั่ง ให้ขุนศรัทธากับขุนปัญญา ช่วยคิดแก้ไข เหตุร้ายเถิดพระเจ้าข้า”
ขณะนั้น เสนา ปัญจวีสติอนุศาสก ซึ่งหมอบเฝ้า อยู่ ณ ที่นั้น ด้วยต่างพากันกราบทูลสนับสนุน โหราธิบดีทั้งสอง ขอให้ท้าวจิตราชทรงปฏิบัติตาม

พระเจ้าจิตราช ทรงรับทำตามคำกราบทูลของโหราธิบดีทั้งสอง โดยให้ขุนศรัทธากับขุนปัญญาเตรียมกำลังพล 5 กองพล คือพลศรัทธา พลวิริยะ พลสติ พลสมาธิ พลปัญญา ไว้ต่อสู้กับกองทัพของหลวงชรา โดยมี อนุศาสกทั้ง 25 คน ขออาสารบในครั้งนี้ และมีดำรัสสั่งให้ ขุนมัจฉริยะเจ้ากรมพระคลัง เตรียมเสบียงและขนราชทรัพย์ออกจากพระคลังหลวง เพื่อใช้จ่ายในทางที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง เพื่อรับทัพจากเมืองมรณนคร

ฝ่ายขุนมัจฉริยะ เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้ ก็ไปทูลพระนางตัณหา และพระนางอวิชชา เพื่อขอให้พระนางทั้งสองช่วยประวิงการเบิกจ่ายเงินจากท้องพระคลังหลวงไว้ก่อน เพราะขืนให้เบิกจ่ายมาก ๆ จะทำให้เงินในท้องพระคลังหลวงร่อยหรอ

พระนางตัณหาและพระนางอวิชชา ได้ฟังขุนมัจฉริยะมาทูลดังนั้นให้รู้สึกไม่สบายพระทัย จึงรีบพากันไปเฝ้าพระราชสวามี และกราบทูลว่า “พระทูลกระหม่อม ทำไมจึงทรงเชื่อคำของโหราธิบดี และอำมาตย์ ที่เพ็ดทูลในทางที่ไม่เป็นเรื่อง อันทรัพย์สินเงินทองที่เก็บไว้ยิ่งมากก็ยิ่งดี ถ้าทรงนำมาจับจ่ายก็จะทำให้พร่องไป หม่อมฉันทั้งสอง อุตส่าห์ ดิ้นรนหามาเก็บไว้ และคอยป้องกันมิให้เงินทองรั่วไหล ก็เพราะมีขุนมัจฉริยะเขาเป็นคนดีถี่ถ้วน ไม่ยอมนำออกไปใช้จ่ายง่าย ๆ คอยเก็บหอมรอมริบ พระองค์อย่าทรงเชื่อโหรเฒ่าเจ้าเล่ห์ คอยแต่ประจบยุ ให้ทำบุญทำทาน ถ้าถึงคราวหมดทรัพย์ พวกเหล่านี้ก็จะเอาตัวรอด หม่อมฉันทั้งสองดอก ที่จะจงรักภักดีต่อพระองค์ อยู่ตลอดกาล ขอพระองค์ทรงยับยั้งการนำเงินออกจากพระคลังไว้ก่อนเถิดเพค่ะ”
ฝ่ายเสนาเหล่าอกุศลเจตสิก ๑๔ นาย ที่เป็นพวกพ้องของพระนางทั้งสอง ต่างกราบทูลสนอง สนับสนุนถ้อยคำของนางทั้งสอง และทูลเสริมว่า “ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลายจะขออาสาต่อต้านข้าศึก จะไม่ยอมให้ข้าสึกเข้าทำลายบ้านเมือง และจับพระองค์ไปได้ และขอให้ทรงพระสำราญประกอบกามสุขอย่าได้ทรงทุกข์ร้อนพระทัยไปเลยพระเจ้าข้า”

ท้าวจิตราชทรงสดับ คำของเหล่า พระนางตัณหาและพระนางอวิชชาแล้ว ก็ทรงเห็นชอบด้วย ... จึงทำให้ทรงพิโรธ พวกพระโหราธิบดี เป็นอันมาก “เฮ้ย ไอ้โหรา ปัญญาทราม” ท้าวจิตราชทรงตวาดใส่ โหรา และกุศลเสนา “มึงจะมากล่าวร้าย ให้ตัวกูแลพระนครพลอยฉิบหาย ไป ๆ พวกมึงไปให้พ้นจากพระนครเดี๋ยวนี้” แล้วทรงขับไล่ โหราธิบดีและอนุศาสกออกจากพระนคร

ท้าวจิตราช ทรงลุ่มหลงพระนางทั้งสองมากยิ่งขึ้น และตรัสขอบใจพระนางทั้งสองที่ทูลทัดทานไว้ พร้อมทั้งบำเหน็จรางวัลให้ขุนมัจฉริยะเป็นอันมาก