• สวัสดีครับ คุณคนอยากรู้
  • ผมนำข้อมูล มาบอกกล่าวแล้วกันนะครับ
  • ส่วนกรณีข้อสรุป
  • เท่าที่รับฟัง
  • นับคะแนนจากเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง - ผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ
  • แล้วคำนวนสัดส่วนของคะแนนเสียงในการลงประชามติ
  • ส่วนข้อมูลที่นำมาเสนอ
  • อ้างอิงข้อมูลจาก สถาบันข่าวอิสรา
  • สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

     http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=2418

  • มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีอภิปราย “หลักการทำประชามติ” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550 โดยมี นายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นาย กฤช เอื้อวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมเสวนา

    นายกฤช กล่าวว่า ความหมายของการออกเสียงประชามติ คือกระบวนการในการแสดงความเห็นของประชาชน ด้วยการลงคะแนนออกเสียงเพื่อตัดสินใจว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประชาชน

    โดยนายกฤช บอกว่า หลักการสำคัญของการออกเสียงประชามติมี
    อยู่ 5 เรื่อง คือ

    1.เรื่องที่จะจัดทำประชามติต้องมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน

    2.เรื่องที่จะจัดทำประชามติต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ ที่ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถตัดสินใจลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
    “ความเข้าใจของผมที่คิดเอาเอง ผมว่ามีประชาชนไม่ถึง 10
    เปอร์เซ็นต์ จากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด 45 ล้านคน ที่อ่านร่างรัฐธรรมนูญ
    จบทั้งฉบับ จึงทำให้เป็นคำถามคลุมเครือ จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2542 ในต่าง
    ประเทศที่เคยมีการลงประชามติทั้งหมด รวมประเทศไทยที่กำลังจะมีประชามติเป็น
    13 ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เวเนซุเอลา ซิมบับเว อิรัก คองโก เซอร์เบีย มี 9
    ประเทศที่เห็นชอบ และ 3 ประเทศที่ไม่เห็นชอบ ก็ต้องดูว่าการลงประชามติครั้ง
    นี้ของไทย จะไปเพิ่มเป็น 10 ประเทศหรือ 4 ประเทศ”
    3.ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องที่
    จะจัดทำประชามติได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน
    4.ต้องจัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติโดยอิสระ
    5.ต้องนำผลการออกเสียงประชามติไปพิจารณาดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน

    “ที่มีหลายคนบอกว่า กกต. บางคนไม่เป็นกลาง เพราะไปอยู่ใน
    คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 2 กกต. เป็นผู้ยกร่างเองแล้วจะไม่ยกมือรับร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร คือผมไม่ได้แก้ตัวแทน หน้าที่ของ กกต.มีเพียงจัดการออกเสียงและรณรงค์เผยแพร่เท่านั้น ส่วนเรื่องบัตรออกเสียงที่มีการถกเถียงกันว่าทำไมถึงไม่มีช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน การออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่อย่างการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้บังคับให้ออกมาไม่เหมือนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นไม่มาก็ได้ อีกอย่างคือ ถ้ามีช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเสียงข้างมากบอกไม่ประสงค์จะลงคะแนน”
                   
    ด้านนายโคทม ให้ความเห็นว่า การลงประชามติครั้งนี้เป็นการ
    ถามว่า yes or no ไม่ได้ถามว่า เอา ก. หรือ ข.
    “ ก.คือรับ แต่ถ้าไม่เห็นชอบ ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นรัฐ
    ธรรมนูญปี 2540 ที่เขาเปลี่ยนแปลงจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ มีคำถามเยอะมากว่าชอบไหม 309 มาตรา คืออย่าคิดมาก อยากให้เหมารวมเล่ม เห็นชอบโดยรวม ไม่ใช่ว่าเห็นชอบ 290 มาตรา ที่เหลือไม่เห็นชอบ”
                   
    นายโคทม กล่าวอีกว่า เมื่อไม่มีช่องงดออกเสียง ทำให้หลายคน
    ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจจะประท้วงด้วยการไม่ไปออกเสียง ซึ่งตอนนี้มี 3 ทาง
    เลือกคือ ไปทำให้บัตรเสีย เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ

    "ประกาศของสมาชิกสภาร่ารัฐธรรมนูญ เหมือนคุณต้องการมัดมือ
    ชกอยู่ในที ให้คนเห็นดีงามในร่างรัฐธรรมนูญ หลักๆแล้ว พื้นฐานการลง
    ประชามติต้องให้ 2 ฝ่ายแสดงความคิดเห็น โดยรัฐต้องเป็นกลาง หรือนักการเมืองไม่ควรใช้ตำแหน่งหน้าที่ ทรัพยากรของรัฐไปสนับสนุนอย่างใดอย่างหนึ่ง กกต.ต้องมีความเป็นกลางอย่างยิ่งยวด”
                   
    “ตอนนี้ประชาชนจะออกไปลงประชามติ ทำอะไรก็งกๆเงิ่นๆ กลัว
    ตำรวจจับ 309 มาตรา อ่านแล้วง่วงนอนไหม เหลือเวลาอีก 10 กว่าวันเท่านั้นหากเป็นการใช้สิทธิอย่างรู้เท่าทัน กำหนดใจตัวเอง จะเป็นเรื่องที่งดงาม”

    นายโคทมกล่าวและว่า การลงประชามติครั้งนี้อาจมีปัญหาที่ คนไม่อ่านร่างรัฐธรรมนูญแต่ไปออกเสียง

    ในขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า ประชาชนต้องมีข้อมูลในการ
    ตัดสินใจอย่างเพียงพอ สังคมไทยมุ่งไปอยู่วันที่ 19 สิงหาคม วันเดียว ซึ่ง
    อาจจะกลายเป็นปาหี่วันนั้นวันเดียว

    “การลงประชามติครั้งนี้ มีอยู่ 4 ปัจจัยคือ
    1.ระยะเวลาต้องมากพอ มีการถกเถียงกันอยู่หลายเดือนเพื่อจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ให้เวลาประชาชนอ่านเพียง 20 กว่าวัน ซึ่งหากดูตามผลวิจัยว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละ 7 บรรทัดนั้น เราต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน เพราะอย่างน้อยทำให้สังคมมีการถกเถียงข้อมูล ไม่ใช่เร่งโดยไม่ให้ชาวบ้านอ่าน
    2.องค์กรประชามติต้องเป็นกลางเป็นธรรม ต้องไม่ยืนอยู่ฝ่าย
    ใด สิ่งที่ กกต. ต้องทำคือสร้างความเป็นธรรมให้เกิดความเท่าเทียม เปิดโอกาสให้คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในสื่อ สังคมจะได้รู้ถึงข้อดีข้อเสีย
    3.บรรยากาศเสรีและเป็นประชาธิปไตย ที่ให้คนแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดเผย แต่ในวันนี้เมื่อมีโปสเตอร์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็มีการจ้องจับ ระแวง เห็นคนคัดค้านต้องจับ ผมคิดว่าอย่างแรกที่ควรทำคือการยกเลิกกฎอัยการศึก ใน 35จังหวัด"

    นายสมชาย กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ 4 คือ ผลการลงประชามติ โดย
    ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำของคนมาลงคะแนน การลงประชามติที่จะสร้างความชอบธรรมได้ ต้องกำหนดจำนวนเสียงขั้นต่ำ

    “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเงาหัว คือให้รับๆไปก่อนแล้วค่อย
    แก้ รัฐธรรมนูญนี้น่าจะเป็นฉบับชั่วคราวที่อายุสั้น คือยังไม่ทันใช้ก็จะแก้
    แล้ว”

     ด้านนายวีรศักดิ์ ให้ความเห็นว่า การที่ สสร. ซื้อพื้นที่
    สื่อเพื่อโฆษณา เป็นการโกหกหลอกลวงประชาชนว่าถ้าหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไม่มีการเลือกตั้ง

    “การทำประชามติไม่เป็นกิจกรรมทางสังคมที่เป็นที่เข้าใจมาก
    นัก ผมคิดว่าไม่น่าจะทำประชามติเพราะรัฐธรรมนูญแก้ได้ อย่างที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเองแม้ว่าจะรับแต่ก็มีข้อสงวน ถ้าหากว่าทำประชามติเรื่องภาษีมรดก ทำเลยผมอยากเห็น”

    รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวอีกว่า ปะชามติครั้งนี้ไม่น่า
    จะมี ถ้าจะมีก็ไม่ควรให้บังคับอย่างนี้ เพราะมีทางเลือกน้อย

    “ถ้าจะทำก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนเห็นว่ามีความหมาย
    การให้อำนาจศาลมาก โดยสามารถให้ศาลเสนอกฎหมายได้ โดยหาเสียงข้างมาก จะเกิดอะไรขึ้นถ้าศาลนัดนักการเมืองไปคุยกัน คิดหรือว่านักการเมืองจะไม่มีข้อเสนออะไรบางอย่าง แล้วหากกฎหมายไม่ผ่านศาลก็ต้องรับผิดชอบ”