P
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
  • สบายดีนะครับผม ขอบคุณมากๆ เลยนะครับผมที่มาฝากข้อความเห็นคมๆ ไว้ให้บาดสมองกลายเป็นแผลทางปัญญายิ่งนักครับ
  • ดีมากๆ เลยครับ ในการทดลองนี้เป็นน้ำขุ่น ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นน้ำที่ตกตะกอนได้ครับ ซึ่งคุณเบิร์ดก็แนะนำสารส้มแกว่งแล้ว จะต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ดีครับ เพราะน้อยไปก็ตกตะกอนช้า แต่ดีกว่าไม่แกว่งๆหรือเปล่าครับ แต่หากแกว่งนานไปก็เปรี้ยวไป ได้รสชาดปะแล่มๆ ตะกอนนั้นอาจจะเป็นประโยชน์ ดังตะกอนในบทความตะกอนก็ดีเลยครับ อิๆๆ จะได้กลายเป็นประโยชน์กับพืชต่อไปครับ
  • แต่หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีสารส้มต้องทำไงดีครับ ตั้งนิ่งๆ จะตกตะกอนไหมครับ ในการทดลองของคุณเบิร์ดถือว่าสารส้มเป็นสารดีที่เข้าไปทำให้น้ำขุ่นกลายเป็นน้ำดีขึ้นได้ เพราะหากดื่มน้ำขุ่น อาจจะทำให้ไตทำงานหนักใช่ไหมครับ หรือว่าจะใช้น้ำดีไว้ดื่ม น้ำขุ่นไว้ใช้ครับ
  • ว่าแล้วทำให้ผมนึกถึงบ่อน้ำนม ในหน้าแล้งครับ สมัยก่อนทางใต้แล้งจัดเรามักจะดื่มน้ำจากบ่อน้ำนมนี่หล่ะครับ ต้องไปตักเบาๆ เอามาแล้วแกว่งสารส้มครับ หรือจะผ่านการกรองด้วยวิธีการต่างๆ ก็ได้ครับ
  • หากเราจะทิ้งในบีกเกอร์ที่ขุ่นให้ใสเองจะเป็นอย่างไรหนอครับ หากบีกเกอร์นี้เป็นสังคม หรือชุมชนหนึ่งที่ขุ่นอยู่ตลอด จะมีโอกาสไหมครับ ที่จะมีโอกาสใสได้ด้วยตัวเค้า อาจจะต้องใช้สารส้มอย่างที่คุณเบิร์ดว่า หรือไม่ก็ใส่น้ำดี เติมเข้าไปให้เกิดความสมดุล
  • คราวนี้ หากเปลี่ยนน้ำขุ่นเป็นน้ำสีหล่ะครับ ที่ไม่มีวันตกตะกอนครับ เราจะทำไงดีครับ แบบน้ำเฮลท์บลูบอย นะครับ
  • ปัญหาแบบที่มีข้อจำกัดต่างๆ แล้วทำให้คนคิดผมว่าปัญหาแนวนี้ เป็นปัญหาจรรโลงปัญญาอย่างยิ่งครับ มาเถิดพี่น้อง มาลองจำกัดจำลองปัญหาเพื่อฝึกลับสมองให้มีการสร้างปัญญาเอาไว้ใช้ในยามคับขันครับ
  • ท่านอื่นๆ มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ
  • ขอบคุณ คุณเบิร์ดมากๆ เลยครับ

การทดลองนี้จึงสามารถสรุปผลการทดลองได้ว่า...การเอา " น้ำดี " เจือจางเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ร่วมกับการ " จัดการ " กับสาเหตุที่ทำให้น้ำขุ่น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเจ้าค่ะทั่น