สวัสดีค่ะอาจารย์ ได้อ่านบันทึกของอาจารย์ และข้อคิดของคุณพี่ศศินันท์เช้านี้ รู้สึกเป็นการเริ่มต้นวันที่ดีค่ะ

ข้อสังเกตของคุณมงคลชัยอาจมองแค่ผู้นับถือศาสนาพุทธที่มุ่งสายศรัทธา มากกว่าสายปัญญา และยิ่งกระแสเครื่องลางตอนี้ก็คงทำให้ผู้ที่ไม่เคยศึกษาถึงแก่นของพุทธศาสนาเข้าใจผิดว่านี่คือลักษณะของคนที่นับถือพุทธจริงๆ

• ไม่กล้าตัดสินใจว่าอะไรถูก อะไรผิด    

  • และเชื่อในพรหมลิขิต

เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหลักการแก่นแท้ของพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

ประสบการณ์ด้วยตนเองในเรื่องการปฏิบัติธรรมและการใช้KM สอดคล้องและหนุนเนื่องกันมากอย่างที่อาจารย์อธิบายจริงๆค่ะ เช่นเรื่องของการเจริญสติ ที่ทำให้จิตไม่ปรุงแต่งตามอารมณ์ ได้ช่วยให้มี การฟังที่ลึกซึ้ง ฟังอย่างไม่ตัดสิน และไม่เกิดโทสะเมื่อพบคำพูดไม่ถูกใจ ทำให้ได้ยินสาระมาพิจารณา มีความละเอียดในการนำข้อมูลมาตัดสินใจ มองเห็นความเกี่ยวเนื่องของเรื่องราว คน และบริบทตามความเป็นจริง มองเห็นความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักของโยนิโสมนสิการ และไม่ยึดถือดึงดันว่าความคิดเห็นของตนเองถูกที่สุดด้วยเข้าใจเรื่องของอัตตา

ศาสนาพุทธเน้นการลงมือปฏิบัติ ดังนั้น ข้อที่ว่าเชื่อในพรหมลิขิต ยิ่งห่างไกลจากพุทธศาสนา ซึ่งกล่าวว่าทุกอย่างไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ ข้อนี้แหละค่ะที่ตนเองได้ใช้กำกับในใจในการโต้แย้งในหลักวิชาการในสายวิชาการที่เรียนที่คนส่วนใหญ่(ฝรั่ง)ไม่ได้มองอย่างเรา แต่เมื่อตนเองคิดว่าสิ่งที่ได้วิเคราะห์ สังเคราะห์ แม้เป็นมุมที่หลบซ่อนอยู่ หรือเป็นจุดเล็กๆที่ได้ค้นพบ ก็ไม่คิดว่าจะต้องไปเสนอตามกระแสหลัก แม้มีความมั่นใจ แต่ก็ทำด้วยสติ ไม่อวดดี คิดว่าตนดีกว่าคนอื่น ภาษาพระเรียกว่าไม่มี"มานะ"

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อยากมาร่วมเล่าที่แสดงว่าตนเองได้นำสองสิ่งมาใช้ในชีวิต ให้มีความสุขและความสำเร็จได้จริงๆค่ะ

ประสบการณ์ของคุณพี่ศศินันท์ยอดเยี่ยมมาก หากทุกษริษัทดูแลลูกน้องอย่างนี้ สังคมเราคงมีความสุข และเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งนะคะ