ขอบคุณ คุณหมออีกครั้งครับที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ตอบคำถามที่ 3 ครับ เรื่องรูปแบบที่ อาจจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้
1. การดำเนินงานของ อสม.ที่มีระบบชัดเจนในเรื่องการป้องกันและควบคุมโรค อาจกำหนดรอบระยะเวลาที่ชัดเจน และเน้นในช่วงเวลาการระบาดของโรค ( พ.ค - ส.ค) โดยการจัดการต้องมีงบประมาณ ซึ่งสามารถใช้จาก กองทุนใน ศสมช.ที่รัฐอุดหนุนให้ปีละ 1 หมื่นบาท
ซึ่งกรณีนี้เป็นความเข้มแข็งต่อเนื่องของ องค์กร อสม.เท่านั้น แต่ยังไม่คาดหวังว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมได้ แต่ก็อาจเป็นผลพลอยได้เพราะว่าหาก อสม.มีรอบเวลาดำเนินการที่แน่นอน ส่วนหนึ่งประชาชนต้องมีการปรับพฤติกรรมตามได้
2. การสนับสนุนโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จะเป็นความต่อเนื่องทางการบริหารงบประมาณและกฎหมายในชุมชนได้ ซึ่งต้องเกิดจากการเรียนรู้ร่วมกันและร่วมมือกันวางแผนดำเนินงาน
3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน
3.1 ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ต้องพยายามกำหนดหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนเป็นหลักสูตรท้องถิ่น และมุ่งให้เด็กมีพฤติกรรมการกำจัดลูกน้ำในบ้านเรือนของตนเอง
3.2 ในกลุ่มประชาชนทั่วไป อาจนำแรงจูงใจ หรือ แรงบังคับ เข้ามาเป็นตัวเร่ง เช่น กำหนดการดำเนินงานบ้านตัวอย่าง ห้องน้ำสะอาด ยกย่อง ประกวดและให้รางวัล หรือ มีมาตรการบังคับหรือตัดสิทธิบางอย่างในกรณีที่ชุมชนนั้นสามารถประชาคมและลงประชามติกำหนดระเบียบในชุมชนได้
4. การบังคับใช้กฎหมายหรือระเบียบในชุมชน บางแห่งใช้คณะกรรมการป้องกันควบคุมโรค ในการตรวจประเมินผล และให้คุณหรือโทษบางอย่าง หรือเพียงแต่เป็นการสร้างระบบและกระแสในสังคมเพื่อสร้างค่านิยมในชุมชนใหม่
หลายมาตรการแต่ละชุมชนอาจหาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ยั่งยืน ได้มาตรการใดหนึ่ง หรือหลาย ๆ แบบมาผสานกัน
แต่ระยะเวลาในการเข้าสู่จุดยั่งยืนนั้นต้องดำเนินการต่อเนื่องและเป็นระบบที่ดีพอ
สำหรับในพื้นที่ของผมทำงาน ผมใช้ ข้อ 1 - 3 และกำลังมุ่งไปที่กลุ่มแม่บ้าน เพราะจากการศึกษาพบว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รับบทบาทในการดูแลบ้านโดยตรง
ขอบคุณครับ