"Those who like to say only right things come to avoid discussing matters in explicit terms."
พี่ว่ามีสองประเด็นนะมัท
ประเด็นแรกคือคนที่พูดมากๆ มักจะเป็นคนที่รู้อะไรครึ่งๆ กลางๆ (อย่างเช่นข้าพเจ้าเองเป็นต้น) แล้วคำพูดก็จะคลุมเครือ เพราะมันไม่แจ้งในสิ่งที่ตนรู้ไง
เหมือนที่โก้วเล้งบอกไว้ว่า ในน้ำเต้าที่มีน้ำบรรจุเต็ม กับน้ำเต้าที่ไม่มีน้ำเลย เขย่ายังไงก็ไม่มีเสียง จะมีก็แต่น้ำเต้าที่มีน้ำพร่องเท่านั้นที่เขย่าแล้วมีเสียง
แต่การ 'say only right thing' ก็มีศิลปะในการพูดเหมือนกันนะ
จากหนังสือ พุทธวิธีในการสอน ของพระพรหมคุณาภรณ์
สิ่งใดไม่จริง ไม่เกิดประโยชน์ พระพุทธองค์ไม่ตรัส
สิ่งใดจริง ไม่เกิดประโยชน์ พระพุทธองค์ก็ไม่ตรัส
สิ่งใดจริง เกิดประโยชน์ พระพุทธองค์ทรงเลือกกาลตรัส
อีกประเด็นคือประเด็นญี่ปุ่นที่น้องใหม่ยกมาก็ ซึ่งน่าสนใจมาก
เพราะวัฒนธรรมเขาอยู่บนฐานที่ว่ายอมอ้อมค้อมคลุมเครือกับการพูด แม้จะเสียเวลาไปบ้าง แต่การให้เกียรติกันสำคัญกว่า หรือแม้กระทั่งเขามีวิธีการสื่อสารวิธีอื่นๆ ประกอบกับคำพูดที่ทำให้เรารับรู้ว่าเขาต้องการสื่ออะไรที่แท้จริง
พี่นึกถึงคำสอนของพระอาจารย์วัดป่า และคำสอนของอาจารย์เซน ท่านเหล่านี้เป็นผู้รู้อย่างยิ่ง แต่มีลีลาการสอนที่ไม่บอกตรงๆ บอกแบบคลุมเครือให้ไปคิดต่อเอาเอง
หรือกระทั่ง บทสนทนาในนิยายกำลังภายในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะที่เขียนโดยกิมย้ง มีบทสนทนาที่เป็นศิลปะนะ คลุมเครือ อ้อมค้อม แต่ใช้คลี่คลายสถานการณ์ฉุกเฉินได้ หรือแม้แต่ใช้หลอกด่ากันก็ยังได้ และเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งสำหรับการอ่านงานของกิมย้ง
สรุปว่า พี่เห็นด้วยทางเดียวว่า คนที่กลัวพูดผิดมักจะพูดอะไรๆ ให้คลุมเครือ แต่ในทางกลับ คนที่พูดอะไรๆ ให้คลุมเครือ อาจจะไม่ใช่คนที่กลัวพูดผิดก็ได้ แต่ตั้งใจให้คลุมเครือเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างของการสื่อสาร
ไม่รู้ว่าที่พี่เขียนเนี่ย คลุมเครือรึเปล่า :)