สวัสดีครับอาจารย์
โดนใจผมจริงๆครับ หลายๆคำตอกย้ำความจริงอันเป็นปรากฏการณ์ ปกติ ที่แท้จริงแล้วเป็นความ ผิดปกติ ที่พบเห็นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในวงการ การศึกษา ที่เต็มได้วยการประชุม สัมมนา แต่ทำไปทำมา เป็นเวทีแสดง กิเลส
เรามักจะพบคนที่ออกมาพูดด้วยใจ อยาก ที่จะเป็นดารามากๆเสมอ ฟังไม่ยากไม่ว่าจะพูดคล่องเพียงใด สิ่งที่มีอยู่ในใจก็ปิดไม่มิดครับ .. ยิ่งจัดแบบคนนั่งฟังเยอะๆ ในโรงแรมใหญ่ๆ มีไมค์วางหลายๆจุด ยิ่งเห็นง่ายครับ
และหากเป็นการล้อมวงประเภทมี ไมค์ระบบ Conference คนละตัวยิ่ง มัน เป็นพิเศษครับ
อาการ ใครก็ไม่อยากฟังใคร มีให้เห็นง่ายมาก ในหลายๆวง มีแต่ คนอยากพูด ไม่มีใครอยากฟัง แม้ตอนที่เงียบๆอยู่นั้นก็ดูจะทน เงียบนอก เฉยๆ ส่วนข้างในนั้น พลุ่งพล่าน ด้วยความรู้สึกอันหลากหลายเช่น ....
- กูไม่เชื่อ
- กูรู้แล้ว ใครๆก็รู้แล้ว
- พูดทำไม
- ถ้ากูพูด กูจะพูดได้ดีกว่านี้
- ไม่ได้เรียนมาทางนี้นี่ พูดทำไม อย่าดีกว่า
- เมื่อไรจะจบเสียที .. กูอยากพูดบ้าง
- ฯลฯ
ผมไม่เห็นทางอื่นใดจะ Effective เท่าวิธีที่อาจารย์กำลังทำครับ อ่านมาก ฟังมาก แต่ไม่ฝึก ไม่ทำ ก็จะยิ่งพาผู้คน ห่างพ้นจากการเป็น Deep Listener ไปเรื่อยๆ
ความรู้ แบบรู้จด รู้จำ จากการอ่าน การฟังมากๆ อาจกลายเป็นเครื่องพอกพูนอัตตา ว่า ข้า เท่านั้น แน่ และแก้เท่าไรก็ไม่หายครับ
หลายๆราย นุ่งห่มขาว เข้าวัดประจำ สงบอยู่ได้ในรูปแบบที่กำหนด ในที่ที่ไม่มีใครอยู่ด้วย พอเจอคนจริงๆ ในโลกจริงๆ ก็ทุกข์ทรมาน เข้ากับใครไม่ได้ ต้องคอยวิ่งหลบไป ปฏิบัติธรรม ชนิดพิเศษอยู่เรื่อยๆ ... อนิจจา !