บันทึกนี้ของอาจารย์ประทับใจผมมากครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าความประทับใจนั้นจะตรงกับเจตนาที่อาจารย์สื่อสารหรือเปล่า เพราะอาจารย์สื่อสารซับซ้อนหลายมุม ด้วยตำแหน่งการงานที่อาจารย์มีอยู่ อาจารย์คงสื่อสารอย่างที่ผมทำไม่ได้ ดังนั้นถ้าไม่ตั้งใจอ่านอาจหลงประเด็นมุมซ้อนที่อาจารย์ต้องการสื่อสารได้ครับ
ผมเองมองเห็น "ความแตกต่าง" ระหว่างนโยบายรัฐบาลเมื่อ 5 ปีก่อน 19 กันยา 49 กับนโยบายรัฐบาลหลัง 19 กันยา 49 ชัดเจนเลยครับ โดยอย่างยิ่งประเด็นของการ "ข่มขืน" ที่อาจารย์เขียนในบันทึกนี้ครับ
ผมเชื่อว่าคนทั่วไปก็มองเห็นเช่นกันครับ เพราะเห็นได้ชัดเจนมากเหลือเกินทีเดียว ถ้าไม่ถูกบังตาด้วยอคติขนาดใหญ่ รับประกันว่าไม่มีใครมองไม่เห็นครับ
ที่น่าสนใจคือคนที่ยังปิดตาอยู่แล้วยึดอคติเป็นหลัก ไม่เปิดตามาดูความเป็นไปของบ้านเมือง ในประเทศเราเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ครับ น่าดีใจที่หลายคนกลับมายึดหลักเหตุผลกันมากขึ้น หลังจากเริ่มรู้จักว่าการถูก "ข่มขืน" เป็นอย่างไร
มีคนเหลือน้อยแล้วครับ ที่ยืนยันอยู่กับอคติเพราะด้วยความกลัวเสียอัตตาที่ตั้งมั่นมาหลายปี
คนที่ยืนยันรับการ "ข่มขืน" อยู่ตอนนี้เป็นที่รู้ทั่วกันว่าเป็นเรื่อง "ผลประโยชน์" แต่ไม่ใช่เรื่อง "อคติ" ครับ
ศ.ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่อาจารย์ยกย่องว่าเป็น "คนดีวันละคน" ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ยอมรับและขอโทษในความเข้าใจผิดของตนเอง และใช้พลังที่มีอยู่เป็นประโยชน์เป็นเรี่ยวเป็นแรงเพื่อให้เยาวชนไม่ต้องถูก "ข่มขืน" ครับ
ก่อนหน้านี้ผมเคยข้องใจในความเป็น "คนดี" ของอาจารย์นิธิ เพราะสังเกตว่าอาจารย์นิธิเป็นบุคคลที่ใช้อคตินำเหตุผล บุคคลลักษณะนี้คนรุ่นผมจะไม่ยกย่อง ถ้าจะยกย่องก็ทำกันแบบลิงหลอกเจ้า พอขอข้าวกินไปวันๆ
แต่ตอนนี้ผมเริ่มเปลี่ยนความคิดแล้วครับ
อาจารย์นิธิเป็นต้นแบบว่าคนแก่ก็เข้าใจผิดได้ ถ้าอะไรที่มันชัดเจนเหลือเกิน จะเอาอะไรเข้าไปปิดยังไงก็คงปิดไม่อยู่ โดยเฉพาะคนรุ่นหลังที่เดี๋ยวนี้มีความคิดเป็นของตัวเองไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน ยอมเสียอัตตามาเริ่มต้นใหม่อยู่บนหลักเหตุและผลจะเป็นที่ยกย่องแก่คนรุ่นหลังมากกว่า
น่าดีใจจริงๆ ครับที่นักวิชาการอาวุโสของไทยเลือกใช้เหตุผลมากกว่าอคติและอัตตาครับ